skinx-logo
แพทย์ของเราบทความติดต่อเรา

ผิวหนังทั่วไป

กระ จุดสีน้ำตาล เกิดจากอะไร รักษาอย่างไรให้จางลง

6 เมษายน 2569

กระ จุดสีน้ำตาล เกิดจากอะไร รักษาอย่างไรให้จางลง

กระเป็นความเปลี่ยนแปลงของสีผิวที่พบได้บ่อยบนผิวหน้าและบริเวณที่สัมผัสแสงแดด กระอาจขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือกระจายเป็นจุดหลายตำแหน่ง จนทำให้หลายคนกังวลเรื่องภาพลักษณ์และการดูแลผิว กระมีความเกี่ยวข้องกับเม็ดสี Melanin และการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีที่เปลี่ยนไป ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) จากปัจจัยรอบตัวและภายในร่างกาย SkinX ชวนคุณทำความเข้าใจเรื่องกระแบบอ่านเข้าใจง่าย

 

กระไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล หากคุณสงสัยว่ากระเกิดจากอะไร กระบนใบหน้าเกิดจากอะไร หรือควรรักษากระในรูปแบบใด บทความนี้มีคำตอบเรื่องของกระมาให้ศึกษาตั้งแต่สาเหตุของกระ ประเภทของ กระ ไปจนถึงวิธีรักษากระ


Key Takeaways

  • กระเกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานินมากผิดปกติ มักพบในบริเวณที่โดนแสงแดดบ่อย เช่น ใบหน้า แขน และขา
  • สาเหตุหลักของกระมาจากรังสี UV พันธุกรรม และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • กระมีหลายประเภท เช่น กระตื้น กระลึก กระแดด และกระเนื้อ โดยแต่ละชนิดดูแลและรักษาแตกต่างกัน
  • รอยกระส่วนใหญ่มักไม่อันตราย แต่หากมีการเปลี่ยนสี โตเร็ว ขอบไม่สม่ำเสมอ คัน เจ็บ หรือมีเลือดออก ควรให้แพทย์ตรวจประเมิน
  • การรักษากระทำให้จางลงได้ด้วยยา เลเซอร์ หรือทรีตเมนต์ และต้องป้องกันแดดอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการกลับมาใหม่

สารบัญบทความ


กระ คืออะไร

กระหน้า

กระ (Freckle) คือ ความเปลี่ยนแปลงของสีผิวที่เกิดจากการสะสมของเม็ดสี Melanin เพิ่มขึ้นในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ทำให้เห็นเป็นจุดสีเข้มบนผิว ซึ่งกระมีลักษณะแบน ไม่นูน และพบได้หลายตำแหน่ง เช่น กระที่หน้า กระที่แขน และกระที่หลัง โดยกระมักเกิดชัดในบริเวณที่สัมผัสแสงแดดเป็นประจำ กระอาจมีลักษณะใกล้เคียงกับจุดด่างดำ และฝ้า แต่มีความแตกต่างในด้านการเกิดขึ้นและตำแหน่งของเม็ดสีในผิวหนัง ซึ่งส่งผลให้แนวทางการดูแลและจัดการกระแตกต่างกันออกไป


หน้าเป็นกระ เกิดจากอะไร

ผิวเป็นกระเกิดจาก การที่เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ในชั้นหนังกำพร้าผลิตเม็ดสี Melanin ออกมาสะสมบนผิวหนังมากเกินไป โดยปัจจัยที่ส่งผลให้กระชัดเจนขึ้น และทำให้เป็นกระที่หน้ามีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้

แสงแดดและรังสี UV 

รังสี Ultraviolet ทั้ง UVA และ UVB เข้าไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีเพื่อปกป้องผิวหนัง ส่งผลให้เกิดกระใหม่ขึ้นมา หรือทำให้กระเดิมมีสีเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบริเวณที่สัมผัสแดดจัดอาจพบกระใต้ตา โหนกแก้ม สันจมูกหรือกระขึ้นที่หลังมือได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น

ปัจจัยทางพันธุกรรม 

กรรมพันธุ์มีส่วนกำหนดจำนวนเม็ดสีบนผิวหน้า หากคนในครอบครัวมีกระจะมีโอกาสสูงที่ผิวของคุณจะเกิดกระและมีรอยกระกระจายตัวได้ง่ายตามลักษณะทางพันธุกรรมที่ส่งต่อมา

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน 

ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาคุมกำเนิด สามารถกระตุ้นการผลิตเม็ดสีจนทำให้เกิดกระและรอยกระมีสีเข้มและเห็นรอยกระได้ชัดเจนขึ้น แต่พบความสัมพันธ์ชัดเจนกับ ‘ฝ้า’ มากกว่ากระทั่วไป ดังนั้นหากมีรอยสีน้ำตาลเข้มขึ้นช่วงตั้งครรภ์หรือใช้ฮอร์โมน ควรพิจารณาแยกรอยโรคจากฝ้า

ลักษณะผิวและการดูแลผิว 

ไม่ว่าสภาพผิวแบบใด หากไม่ป้องกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เม็ดสีจะถูกกระตุ้นและทำให้รอยกระเข้มขึ้นหรือเกิดใหม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีลักษณะผิวหน้ามัน มักจะละเลยการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดเพื่อปกป้องผิวหน้าจะทำให้รังสี UV เข้าทำร้ายผิวได้โดยตรง ส่งผลให้กระเพิ่มจำนวนขึ้นและขยายตัวได้รวดเร็ว

แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 

แสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ มีส่วนกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลาโนไซต์ ทำให้สีของกระเข้มขึ้นและทำให้กระบนใบหน้าดูเด่นชัด

อายุที่เพิ่มขึ้น 

เมื่ออายุมากขึ้นประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิวจะลดลงและผิวหนังมีความทนทานต่อแสงแดดน้อยลง นำไปสู่การพบกระแดดและรอยกระเนื้อได้บ่อยขึ้นตามการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว โดยเฉพาะบริเวณที่สะสมแสงแดดมาเป็นเวลานาน


กระ มีกี่ชนิด

กระที่ปรากฏบนผิวหนังมีลักษณะและตำแหน่งการเกิดที่แตกต่างกันตามการสะสมเม็ดสีในชั้นผิว การจำแนกชนิดของกระ จะช่วยให้คุณแยกแยะความแตกต่างระหว่างกระกับปัญหาผิวอื่นอย่างฝ้าได้ชัดเจน โดยกระสามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทหลักดังนี้

กระตื้น (Ephelides) 

มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดเล็กสีอ่อน เรียบเนียนไปกับผิวหนัง โดยกระชนิดนี้มักจะพบที่ใบหน้าบริเวณโหนกแก้มหรือสันจมูก สีของกระจะเข้มขึ้นเมื่อกระสัมผัสรังสี UV และสามารถจางลงได้เมื่อเลี่ยงแสงแดด

กระแดด (Solar Lentigines) 

กระชนิดนี้มีสีเข้มและขอบชัดเจนกว่ากระตื้น มักเป็นกระที่เกิดจากการสะสมรังสี UV มาเป็นเวลานานพบบ่อยที่บริเวณใบหน้า หลังมือ แขน ขา บางครั้งเรียกกระชนิดนี้ว่ากระคนแก่ เนื่องจากพบได้บ่อยเมื่อมีอายุมากขึ้น

กระลึก (Hori’s Nevus) 

เม็ดสีของกระชนิดนี้จะอยู่ในชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งมีความลึกกว่ากระประเภทอื่น ทำให้หน้าเป็นกระลึกเห็นเป็นกระสีเทา สีน้ำตาลเทา หรือสีอมน้ำเงินกระจายตัวบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง

กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis) 

กระเนื้อ (Seborrheic keratosis) เป็นเนื้องอกผิวหนังชนิดไม่ร้ายแรง (benign epidermal tumor) ที่คนไทยมักเรียกว่า กระเนื้อ เนื่องจากมีลักษณะเป็นตุ่มนูนผิวขรุขระ สีของกระเนื้ออาจมีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงสีเข้มแบบกระดำ กระเนื้อเกิดจากการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์ผิวหนังชั้น Keratinocytesและจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งการรักษาและการวินิจฉัยจะต่างจากกระตื้น-กระแดด

กระขาว (Idiopathic Guttate Hypomelanosis) 

กระที่มีลักษณะเป็นจุดสีขาวซีดขนาดเล็ก เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีในบริเวณนั้นหยุดทำงาน มักพบกระขาวกระจายตามผิวหนังบริเวณที่สัมผัสแสงแดดต่อเนื่อง เช่น แขนและขา


กระ พบบ่อยที่บริเวณใด

กระปรากฏได้ในทุกบริเวณที่สัมผัสรังสี Ultraviolet โดยเฉพาะจุดที่ได้รับแสงแดดสม่ำเสมอจะกระตุ้นให้เม็ดสีสะสมจนเกิดกระ และทำให้กระมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยตำแหน่งที่มักพบกระ ได้แก่

  • ผิวหน้า เป็นตำแหน่งที่พบกระได้บ่อย โดยเฉพาะกระบนใบหน้าบริเวณโหนกแก้มและจมูก
  • ลำคอหน้าอก ไหล่ส่วนบน การสวมเสื้อผ้าที่เปิดเผยผิวบริเวณนี้อาจทำให้ผิวสัมผัสรังสี UV จนทำให้ เป็นกระได้ง่าย
  • แขนและมือ สำหรับผู้ที่ต้องทำงานหรือใช้ชีวิตกลางแจ้ง มักจะพบกระขึ้นตามตัวโดยเฉพาะลักษณะผิวเป็นกระที่แขนและกระขึ้นที่มือ
  • ขา บริเวณหน้าแข้งหรือน่องที่สัมผัสแสงแดดเป็นประจำมักเกิดกระได้เช่นกัน โดยรอยกระจะกระจายตัวทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียนจากการสะสมของกระปริมาณมากและสีของกระที่เด่นชัด

วิธีรักษากระ ทำได้อย่างไรบ้าง

รักษากระบนใบหน้า

แนวทางการรักษากระมีอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดและระดับความลึกของเม็ดสีกระ ซึ่งกระวิธีรักษาหากเลือกอย่างเหมาะสมจะช่วยลดรอยกระและป้องกันการกลับมาของกระได้ โดยวิธีการรักษากระมีวิธีดังนี้

รักษากระด้วยวิธีธรรมชาติ

การรักษากระด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น มะนาวที่มี Citric acid แต่ไม่แนะนำให้ใช้มะนาวทาผิวโดยตรง เพราะอาจทำให้ระคายเคืองหรือเกิดผื่นจากแสงร่วมกับสารพืชจนรอยดำชัดขึ้นได้(Phytophotodermatitis) หรือว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ช่วยปลอบประโลมผิว แต่ไม่ได้เป็นยารักษาเม็ดสีโดยตรง วิธีรักษากระแบบนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง

รักษากระด้วยสกินแคร์

การใช้สกินแคร์หรือยารักษากระ ที่มีส่วนประกอบของ Retinol, Vitamin C, Arbutin, niacinamide, azelaic acid และ tranexamic acid ช่วยยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase เพื่อรักษากระบนใบหน้า และลดโอกาสการเกิดกระใหม่ ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดเลือนรอยกระและจุดด่างดำ โดยสามารถเลือกใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์รักษาฝ้า เพื่อการดูแลกระและรอยกระให้ดูจางลงได้

รักษากระด้วยโปรแกรมเลเซอร์ 

โปรแกรมเลเซอร์กระเป็นวิธีรักษากระที่เห็นผลชัดเจน โดยใช้พลังงานแสงทำลายเม็ดสีกระที่ผิดปกติ เช่น โปรแกรม Pico Laser ที่ช่วยให้เม็ดสีกระแตกตัวจนร่างกายกำจัดออกได้เอง เหมาะสำหรับรักษากระบนใบหน้า กระแดด และรักษากระที่ขา นวัตกรรมนี้ช่วยลดจำนวนกระโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง ควรต้องมีการประเมินชนิดของกระก่อน เนื่องจากมีผลต่อจำนวนครั้งในการยิงเลเซอร์ โดยกระตื้น/กระแดดมักตอบสนองดี ส่วนกระลึกมักต้องทำหลายครั้ง และสามารถทำควบคู่กับโปรแกรมเลเซอร์ฝ้า ควรทำเลเซอร์โดยแพทย์ เพื่อประเมินพลังงานเหมาะกับชนิดรอยโรค

รักษากระด้วยผลัดเซลล์ผิว

การรักษากระด้วยเทคนิค Chemical Peeling เป็นการใช้กรดผลไม้ความเข้มข้นสูงผลัดเซลล์ผิวชั้น Epidermis ออกเพื่อกำจัดเม็ดสีที่สะสมบริเวณที่เป็นกระให้จางลง วิธีนี้ช่วยลดรอยกระและแก้ปัญหามีจุดสีน้ำตาลขึ้นที่มือได้อย่างดี ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน ลดความเด่นชัดของกระที่กระจายตัวอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจากการมีกระสะสมมาเป็นเวลานาน วิธีนี้เหมาะกับกระตื้น/กระแดดมากกว่ากระลึก

รักษากระด้วยความเย็น

โปรแกรมการจี้ด้วยความเย็น (Cryosurgery) โดยใช้ Liquid Nitrogen อุณหภูมิต่ำจี้บริเวณกระ เพื่อทำลายเซลล์ที่สร้างเม็ดสีกระ/เซลล์ผิวหนังที่ผิดปกติ การรักษาวิธีนี้เหมาะกับกระเนื้อ หรือกระบนใบหน้าที่มีลักษณะนูนหนาขึ้นมา วิธีนี้ช่วยกำจัดกระได้ตรงจุดและรวดเร็ว ช่วยให้ผิวบริเวณที่เคยมีกระกลับมาเรียบเนียนและลดจำนวนกระที่เป็นติ่งเนื้อให้หายไป

ปรึกษาแพทย์

การรักษากระให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ควรเริ่มจากการปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินชนิดและความลึกของกระ โดยคุณสามารถปรึกษาแพทย์ผ่านแอป SkinX ได้จากทุกที่ เพื่อวางแผนการรักษากระ ไม่ว่าจะ โปรแกรมเลเซอร์กระ และยารักษากระ รวมถึงในกรณีที่ต้องดูแลกระ ฝ้า หรือ รักษาฝ้า ควบคู่กัน การรักษาโดยแพทย์จะช่วยให้ปัญหากระของคุณได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดและลดโอกาสการเกิดกระใหม่บนผิวหนัง


ป้องกันไม่ให้หน้าเป็นกระ ทำอย่างไร

  • หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดกระใหม่ และป้องกันไม่ให้สีของกระเดิมเข้มขึ้น
  • ทาผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป และ PA+++ ทากันแดดปริมาณให้พอ(2 ข้อนิ้ว)และทาซ้ำ เช่น ทุก 2 ชม. เมื่ออยู่กลางแจ้ง เป็นประจำทุกวันเพื่อป้องกันรังสี Ultraviolet ไม่ให้กระตุ้นการสร้างเม็ดสีจนทำให้กระขึ้นหน้าและช่วยรักษาความสม่ำเสมอของสีผิวจากกระ
  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด เช่น หมวก หรือร่ม เมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง เพื่อลดปริมาณรังสี UV ที่จะสัมผัสผิวโดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หน้ามีกระ และเกิดกระตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • ปกป้องผิวจากแสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ โดยการใช้โหมดถนอมสายตาหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยปกป้องผิว เพื่อลดสิ่งเร้าที่ทำให้กระมีการกระจายตัวมากขึ้น
  • บำรุงผิวด้วยสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) อย่าง Vitamin C หรือ Niacinamide เพื่อช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสี Melanin และลดโอกาสการเกิดกระบนชั้นผิว
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เพราะการอักเสบของผิวหนังอาจกระตุ้นให้เซลล์ Melanocyte ทำงานผิดปกติจนส่งผลให้กระมีความเด่นชัดและทำให้รอยกระขยายใหญ่ขึ้น
  • รักษาสมดุลของฮอร์โมนด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอและลดความเครียดสะสม เนื่องจากฮอร์โมนที่แปรปรวนเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้กระเพิ่มจำนวนและทำให้หน้ามีกระเห็นได้ชัดเจนกว่าปกติ

คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)

กระตามตัว อันตรายไหม? 

กระตามตัวหรือกระบนผิวหนังส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มักพบร่วมกับหน้าเป็นกระแดดหรือเป็นกระจากแสงแดด แต่หากมีลักษณะโตเร็ว สีไม่สม่ำเสมอ ขอบเบลอหรือหยักผิดรูป คัน เจ็บ มีเลือดออก หรือเปลี่ยนแปลงชัดเจนง ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินเพื่อตรวจแยกจากรอยโรคชนิดอื่น

กระรักษาหายขาดไหม?

กระรักษาให้จางลงได้แต่ไม่หายขาด 100% แต่สามารถดูแลและรักษากระให้จางลงได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสมและการป้องกันแสงแดดอย่างต่อเนื่อง


กังวลเรื่องกระ ? ปรึกษาแพทย์ผิวหนังออนไลน์ได้ง่าย ๆ ผ่าน SkinX

การดูแลกระต้องอาศัยความเข้าใจว่ากระคือ การสะสมของเม็ดสี Melanin บนผิวหนังที่ส่งผลต่อสีผิวโดยตรง ถึงแม้ว่ากระจะสามารถรักษาให้จางลงได้ด้วยเทคโนโลยีและโปรแกรมต่าง ๆ แต่การป้องกันไม่ให้เกิดกระใหม่เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาผิวให้กระจ่างใสและลดโอกาสที่รอยกระจะกลับมาเข้มขึ้นหรือขยายตัวจนทำให้กระดูเด่นชัดและดูแลกระได้ยากในอนาคต

 

หากคุณกังวลเรื่องกระเกิดจากสาเหตุใด SkinX คือแอปพลิเคชันพบแพทย์ผิวหนังที่ให้คุณปรึกษาเรื่องกระได้จากทุกที่บนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android โดยสามารถทราบค่าบริการก่อนเพื่อคุมงบประมาณ ปรึกษาก่อนจ่ายทีหลัง และสรุปผลการรักษาทันที พร้อมมีบริการส่งยารักษาตรงถึงบ้านและมีเภสัชกรคอยให้คำแนะนำด้านการใช้ยาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ของคุณได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง

 

แอปพลิเคชัน ปรึกษาปัญหาและดูแลผิวโดยแพทย์ผิวหนังผู้ชำนาญการ 

ครบ จบ เคลียร์ใน 15 นาที!

  • FB : SkinX พบแพทย์ผิวหนังออนไลน์
  • IG : skinx.thailand
  • Line : @skinx.official
  • TikTok : skinxthailand
  • X : @skinxthailand
  • Tel : 02 038 5505
  • E-mail : service@skinx.app

อ้างอิง

 

Schweiger Dermatology Group. (n.d.). What is the Difference Between Moles and Freckles?. Schweiger derm. https://www.schweigerderm.com/skin-care-articles/acne/moles-vs-freckles/

 

Cleveland Clinic. (2022, May 23). Freckles (Ephelides and Solar Lentigines).https://my.clevelandclinic.org/health/articles/23091-freckles

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด
service card mobile

เริ่มใช้งาน SkinX

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเลย!

skinx-cta