SkinX Team

30 สิงหาคม 2565

รอยดำรอยแดงบนใบหน้า คืออะไรกันแน่

รอยดำรอยแดง

แม้ว่าจะรักษา สิว จนหายไปแล้ว แต่สิวกลับทิ้งร่องรอย และปัญหารอยดำรอยแดงให้ต้องรักษาต่อ ซึ่งหลายๆ คน คงทราบกันอยู่แล้วว่ารอยสิว เป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการรักษา แม้จะใช้เครื่องสำอางช่วยกลบชั่วคราวได้ แต่การที่มีหน้าใส ไร้รอยดำรอยแดงจากสิว ย่อมดีกว่าหน้าที่มีรอยดำรอยแดง 

 

ซึ่งรอยดำรอยแดงบริเวณบนใบหน้าส่วนใหญ่มักมาจาก สิวอักเสบ การเข้าใจกลไกการเกิดสิว สาเหตุของรอยดำรอยแดง และวิธีการรักษารอยดำรอยแดงจากสิวอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ใบหน้ากลับมาเนียนใสได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งเรียกความมั่นใจให้กลับมาได้ 

 

บทความนี้ จะช่วยให้คุณเข้าใจกลไกของการเกิดรอยดำรอยแดงจากสิว พร้อมทั้งแชร์เทคนิควิธีรักษารอยดำรอยแดง เพื่อให้ใบหน้ากลับมาเนียนใส สามารถหาคำตอบไปพร้อมกันได้กับ Skinx เพราะสิวดีไม่จำเป็นต้องรอ!

 

ต้นตอของ รอยดำรอยแดงจากสิว เกิดจากอะไร

บางคนคงสงสัยว่า ทำไม รอยสิว ที่เกิดจากสิวเหมือนกันถึงเป็นคนละสี ตรงแก้มเป็นรอยแดง แต่ตรงมุมปากกลับเป็นรอยดำ หาคำตอบสาเหตุของการเกิดรอยดำ และ รอยแดงจากสิว ทำไมรอยสิวจึงมีสีที่แตกต่างกัน  

 

  •  สาเหตุของการเกิดรอยแดง 

รอยแดง (PIE PAR post acne erythema ส่วนใหญ่จะใช่คำนี้มากกว่าค่ะหรือ Post – Inflammatory Erythema) (PAR หรือ Post Acne Erythema )ที่เกิดขึ้นในขณะที่เป็นสิว หรือหลังจากที่รักษาสิวหายแล้ว ส่วนใหญ่มักเกิดจากผิวหนังบริเวณนั้นเกิดการอักเสบจึงทำให้ที่เกิดรอยแดง เมื่อผิวหนังเกิดการอักเสบทำให้กลไกภายในร่างกายเริ่มฟื้นฟูตัวเองโดยการลำเลียงเลือดไปยังบริเวณที่ผิวหนังเกิดการอักเสบ เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์เนื้อเยื่อ ซึ่งทำให้หลอดเลือดที่อยู่ภายใต้ผิวหนังบริเวณที่เกิดกระบวนการฟื้นฟูขยายตัว ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นกลายเป็นสีแดง ชมพู หรือสีม่วง 

 

รอยแดงที่เกิดจากสิว หรือรอยแดงที่เกิดจากการอักเสบของผิวหนัง สามารถหายไปเองโดยธรรมชาติได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานอาจหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน แต่ในปัจจุบันมีวิธีรักษารอยแดงจากสิวที่จะช่วยบรรเทาอาการและช่วยให้รอยสิวหายเร็วยิ่งขึ้น แน่นอนว่าการรักษารอยแดงให้ถูกวิธีจะทำให้หน้าของคุณกลับมาเนียนใสได้ 


  • สาเหตุของการเกิดรอยดำ

รอยดำ (PIH หรือ Post – Inflammatory Hyperpigmentation) ส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบ หรือ การระคายเคืองของผิวหนัง และรอยดำสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากการทำเลเซอร์ การลอกหน้า ซึ่งไปกระตุ้นเมลาโนไซต์ (Melanocytes) ให้ผลิตเมลานิน (Melanin) ใน Keratinocytes มากกว่าปกติ ทำให้เกิดรอยดำบริเวณที่ผิวหนังเกิดการระคายเคือง หรือบริเวณที่ผิวหนังมีการอักเสบ เมื่อเมลาโนไซต์ผลิตเมลานินมากเกินไปจึงทำให้เกิดรอยดำหรืออาจจะเป็นสีอื่น ได้แก่ สีแทน สีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้ม หรือ สีเทา

 

นอกจากการอักเสบและการที่ผิวหนังถูกรบกวนแล้ว รอยดำสามารถเหตุเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ ได้แก่

 

1.การบำบัดด้วยแสง หรือเลเซอร์เพื่อรักษาสิวและรอยสิว สามารถทำให้เกิดรอยดำหลังการรักษาได้

2.การระคายเคืองจากมีดโกนหนวด

3.แมลงกัดต่อย

4.อาการแพ้ 

5.ผื่นผิวหนังอักเสบ เช่น โรคสะเก็ดเงิน และภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นต้น

 

เนื่องจากรอยดำจากสิวเป็นการเกิดบริเวณชั้นผิวหนังแท้ จึงทำให้การรักษายากและใช้เวลานานกว่ารอยแดง (PAR) รอยดำจากสิวอักเสบหากรักษาผิดวิธีหรือปล่อยทิ้งไว้อาจจะทำให้กลายเป็นรอยดำที่เด่นชัดถาวรได้ ดังนั้นการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถช่วยให้รอยดำจากสิวจางลงและหายไปได้ในที่สุด 

5 วิธีลดรอยดำรอยแดงจากสิว ช่วยให้หน้ากลับมาเนียนใส

วิธีลดรอยดำรอยแดงจากสิว

1.ยาทาลดรอยดำรอยแดง

เพื่อบรรเทารอยดำรอยแดงจากสิว แนะนำให้ใช้ยาทาภายนอกที่มีส่วนผสมของสาร ดังต่อไปนี้ 

 

1.Hydroquinone เป็นสารเคมีสามารถช่วยยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสีผิว มักนำมาใช้รักษาภาวะผิวหนังสร้างเมลานินมากผิดปกติจนกลายเป็นรอยดำ ฝ้า หรือกระ ในประเทศไทยสาร Hydroquinone ไม่ได้รับอนุญาตให้ผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่วางจำหน่ายทั่วไป จำเป็นต้องให้แพทย์สั่งจ่ายยาเท่านั้น เนื่องจาก Hydroquinone หากใช้เป็นเวลานานสามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังหรือเกิดเป็นฝ้าถาวรได้ 

 

2.Tretinoin นอกจากจะช่วยรักษา สิวอุดตัน และสิวอักเสบได้แล้ว ยังสามารถยับยั้งกระบวนการผลิตเม็ดสีที่จะช่วยรักษารอยดำจากสิวได้ การใช้ยาทา Tretinoin มากเกินไปอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณผิวหนังที่ทาได้ ดังนั้นจึงควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น 

 

3.Vitamin C cream วิตามิน ซี นอกจากจะช่วยลดการอักเสบแล้ว ยังช่วยป้องกันรอยแดงที่เกิดจากสิว และสามารถลดรอยแดงที่เกิดจากสิวได้ โดยที่วิตามินซีจะไปยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้การสร้างเม็ดสีเมลานินลดลง นอกจากนี้วิตามิน ซี ยังสามารถป้องกันรอยแดงที่เกิดจากรังสี UV ได้ด้วย

 

4.Arbutin อาร์บูติน เป็นสารสกัดธรรมชาติ 100% โดยสกัดมาจากพืชหลายชนิด ได้แก่ แบเบอร์รี่, แครนเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่ และลูกแพร์ ทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์ผิวให้ยับยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเมลานินเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดจุดด่างดำ และรอยดำจากสิว นอกจากนี้อาร์บูตินยังช่วยยับยั้ง Tyrosine และ DOPA ในกระบวนการ Oxidation ซึ่งกระบวนการ Oxidation นี้ส่งผลเสียหลายอย่างต่อผิวหนัง 

 

5.Kojic acid กรดโคจิกสามารถพบได้ตามธรรมชาติ ผลิตจากเชื้อราที่ชื่อว่า Aspergillus oryzae ซึ่งกรดโคจิกมักใช้เป็นยารักษาฝ้า และช่วยลดจุดด่างดำ รักษารอยดำจากสิว นอกจากนี้กรดโคจิกสามารถยับยั้งการเปลี่ยนสีของผลไม้ที่ถูกตัดแบ่งไม่ให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล (Oxidation browning) หรือ อาหารทะเลที่ผสมกับกรดชนิดนี้จะทำให้เนื้อของสัตว์ทะเลคงมีสีแดงอมชมพูได้นานขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่คอยยับยั้งและป้องกันการรวมตัวของเมลานินทั้งในพืชและสัตว์

 

6.Glycolic Acid กรดไกลโคลิค เป็นกรดผลไม้มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิว สามารถลดรอยดำที่เกิดจากสิว ช่วยให้ฝ้า กระ จางลงทำให้ผิวกระจ่างใส และช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ 

 

7.Niacinamide เป็นวิตามินอยู่ในกลุ่มวิตามินบี คอมเพล็กซ์ สามารถฟื้นฟูและบำรุงผิวได้อย่างครอบคลุม ช่วยลดเลื่อนจุดด่างดำ รอยดำรอยแดงจากสิวให้จางลง และปรับให้สีผิวดูสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น 

 

ทั้งนี้การใช้ยาทาเพื่อรักษารอยสิว ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือฉลากที่ระบุไว้บนกล่อง และควรทาบางๆ เนื่องจากการทายารักษารอยสิวในปริมาณที่มากเกินไป อาจก่อให้เกิดการระคายเรื่องได้ และควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ใช้เอง 

2.Laser

การรักษารอยดำรอยแดงจากสิวด้วยเลเซอร์ เป็นวิธีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเลเซอร์สามารถรักษารอยแดงจากสิว รอยดำ และหลุมสิวได้ ทั้งยังปลอดภัยและไม่รู้สึกเจ็บมาก โดยเลเซอร์ที่ใช้รักษาจะไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวเกิดใหม่ เพื่อมาทดแทนรอยแผลเดิม ซึ่งเป็นการรักษารอยดำรอยแดงที่เกิดในบริเวณผิวชั้นบนและชั้นกลางเท่านั้น 

 

นอกจากนี้การใช้เลเซอร์หรือการบำบัดด้วยแสง สามารถก่อให้เกิดรอยแดงหลังการรักษาได้ แต่รอยแดงที่เกิดจะค่อยๆจางหายไปเอง โดยการรักษารอยดำรอยแดงจากสิวใช้เวลาพักฟื้นผิวประมาณ 1 – 2 สัปดาห์

3.Microneedling

เป็นการใช้เข็มขนาดเล็ก (Micro Neddle) จิ้มลงไปบริเวณใต้ชั้นผิวหนัง กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสติน (Collagen & Elastin ) และช่วยให้ต่อมไขมันบริเวณที่จิ้มเข็มทำงานลดลง ซึ่งช่วยทำให้รูขุมขนกระชับ ลดรอยดำรอยแดง และช่วยให้จุดด่างดำดูจางลง วิธีนี้มีข้อดีคือไม่ทำให้ผิวไวต่อแสงและไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน 

4.Chemical peel

เป็นการใช้สารเคมีหรือกรดผลไม้ลอกผิว ทาบริเวณที่จุดด่างดำเพื่อผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไป ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ โดยวิธีนี้เป็นการลอกผิวชั้นตื้นๆ ช่วยทำให้สุขภาพผิวดีขึ้น และช่วยปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ น้ำยาที่ใช้ทำ Chemical peel ได้แก่ Glycolic acid, Salicylic acid และ Trichloroacetic acid ทั้งนี้ ความเข้มข้นของน้ำยาและสารเคมีที่ใช้จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และการพิจารณาของแพทย์ 

 

การรักษารอยดำรอยแดงด้วยวิธีการลอกผิวไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยนัก และมักใช้กับผู้ที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ เช่น ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ที่ไม่สามารถใช้ยาบางชนิดได้ 

5.ทาครีมกันแดด

วิธีนี้เป็นการลดรอยสิวโดยธรรมชาติ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมประจำวัน ทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน หรือหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยการสวมหมวก หรือใช้ร่มเพื่อบังแดด สำหรับครีมกันแดดแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 50 และ PA ++ หรือมากกว่า และควรเป็นครีมกันแดดที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขนเท่านั้น เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV ที่กระตุ้นให้รอยดำรอยแดงจากสิวชัดและเข้มมากขึ้น 

6.ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง

วิธีนี้เป็นวิธีการรักษารอยดำรอยแดงจากสิวที่ดีที่สุด การไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหารอยสิว โดยแพทย์จะช่วยตรวจหาสาเหตุของรอยสิว พร้อมทั้งแนะนำวิธีรักษาและบรรเทารอยดำรอยแดงจากสิว ทั้งนี้ยังสามารถมั่นใจได้ว่า หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แล้วรอยสิวจะหายไป พร้อมทั้งลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงที่เกิดจากการรักษาหรือการใช้ยาบางชนิดได้

 

บางคนอาจจะคิดว่าการไปปรึกษาแพทย์เป็นเรื่องใหญ่ และใช้เวลาค่อนข้างเยอะ ไม่สะดวกไปสักเท่าไหร่ เนื่องจากหน้าที่การงาน ปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่นดีๆอย่าง SkinX ที่รวบรวมแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังกว่า 210 คน จากสถานพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ มาคอยให้คำปรึกษาไม่ว่าคุณจะมีปัญหา สิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวผด รอยสิว หรือหลุมสิว สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่านแอปได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปที่โรงพยาบาลหรือคลินิกอีกต่อไป 

 

นอกจากจะไม่ต้องเดินทางไปพบแพทย์ให้เหนื่อยแล้ว ยังสามารถเลือกเวลานัดหมายได้ตามที่ต้องการ โดยทำการนัดหมายผ่านแอป SkinX ได้เลย

วิธีป้องกันการเกิดรอยดำรอยแดงจากสิว

  • หลีกเลี่ยงการบีบหรือกดสิวด้วยตนเอง

การกดบีบหรือกดสิวด้วยตัวสามารถทำให้ผิวหนังบริเวณที่โดนบีบเกิดการอักเสบได้ เมื่อผิวหนังเกิดการอักเสบจะทำให้เมื่อรักษาสิวหายแล้ว แต่จะทิ้งรอยดำรอยแดงไว้ นอกจากนี้การบีบหรือกดสิวด้วยตนเองมีโอกาสทำให้สิวลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง ซึ่งหากมีการลุกลามเกิดขึ้นจะทำให้เป็นสิวมากขึ้น และแน่นอนว่ารอยสิวก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน 


  • หลีกเลี่ยงแสงแดด 

เพราะแสงแดดเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดจุดด่างดำ รอยดำรอยแดงจากสิว เมื่อบริเวณที่เป็นสิวสัมผัสกับแสงแดดและรังสี UV จะกระตุ้นให้เกิดรอยดำได้ง่ายขึ้น ดังนั้นควรทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน เนื่องจากครีมกันแดดสามารถป้องกันผิวจากแสงแดดและรังสี UV ได้  ซึ่งครีมกันแดดที่แนะนำสำหรับประเทศไทย คือ ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 และ PA ++ หรือมากกว่า 


  • ทานอาหารที่มีประโยชน์

การทานอาหารที่มีประโยชน์สามารถช่วยลดรอยดำรอยแดงจากสิวได้ นอกจากนี้ผักและผลไม้ยังช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนังได้ด้วยเช่นกัน โดยสามารถเลือกทานผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ 


  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งหรือผิวขาดน้ำ ต่อมไขมันจะยิ่งผลิตน้ำมันออกมาเพื่อทดแทนน้ำที่ขาดไป ซึ่งไขมันเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวอุดตัน เมื่อต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็นทำให้เกิดการอุดตันภายในรูขุมขนและเป็นสิวในที่สุด เมื่อเป็นสิวทำให้มีโอกาสที่จะเกิดรอยดำรอยแดงจากสิวมากขึ้น ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และไม่ควรปล่อยให้ผิวแห้งเนื่องจากผิวจะผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น


  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

การรักษารอยดำรอยแดงจากสิวจำเป็นต้องใช้เวลา และความอดทนสูง ดังนั้นควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นวิธีดูแลผิวควรทำอย่างไร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวันเพื่อให้การรักษารอยสิวได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทั้งนี้ยาบางชนิดที่ใช้รักษารอยดำรอยแดงจากสิว จำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากยาบางชนิดสามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยลดการระคายเคืองต่อผิวหนังลง 

คำถามที่พบบ่อย

1.รอยดำ รอยแดงจากสิว ต้องใช้เวลารักษานานแค่ไหน

รอยดำรอยแดงจากสิวจำเป็นต้องใช้ความอดทนและเวลาในการรักษา ในบางคนอาจจะใช้เป็นหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของรอยสิวที่เป็น ดังนั้นการรักษารอยดำรอยแดงจากสิวควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การทายาลดรอย หรือการทานยาเพื่อให้รอยสิวจางลงเร็วที่สุด 

2.บีบสิวแล้วเป็นรอยแดง เกิดจากอะไร

รอยแดงจากการบีบสิว เกิดจากผิวหนังบริเวณที่บีบถูกรบกวนจนผิวหนังเกิดการอักเสบ ทำให้กลไกภายในร่างกายเริ่มฟื้นฟู และซ่อมแซมตัวเองโดยการลำเลียงเลือดไปยังบริเวณที่ผิวหนังที่ถูกรบกวน เพื่อซ่อมแซมเซลล์เนื้อเยื่อ เมื่อเกิดกระบวนการซ่อมแซมหลอดเลือดที่อยู่ภายใต้ผิวหนังจึงขยายตัว ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นกลายเป็นสีแดง ชมพู หรือสีม่วง 

สรุป

รอยดำรอยแดงบนใบหน้าส่วนใหญ่มักเกิดหลังจากที่รักษาสิวหายแล้ว เนื่องจากผิวหนังถูกรบกวนจนเกิดการอักเสบ รอยแดงส่วนใหญ่มักเกิดการอักเสบในชั้นผิวหนังชั้นตื้น แต่รอยดำเกิดที่ผิวหนังชั้นผิวหนังแท้ ทำให้การรักษารอยดำยากและใช้เวลานานมากกว่ารอยแดง อย่างไรก็ตามวิธีรักษารอยดำรอยแดงจากสิวที่ดีที่สุด คือ การไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุการเกิดที่แท้จริง และเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุด 

 

เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดในปัจจุบันทำให้การออกจากบ้านเพื่อไปโรงพยาบาลหรือคลินิกเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะตอนนี้มีแอปพลิเคชั่นดีๆ อย่าง SkinX ที่ช่วยให้คุณปรึกษาปัญหาสิวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กว่า 210 ท่าน จากสถานพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ ไม่ว่าตัวคุณจะอยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้ทันที เพราะผิวดีไม่จำเป็นต้องรอ

แหล่งข้อมูลอ้างอิงบางส่วน

 

 

Whelan, C. (2020, Dec 04). How to Treat Post-Inflammatory Erythema. Healthline. https://www.healthline.com/health/acne/post-inflammatory-erythema

 

Dinuzzo, E. (2021, Apr 12). What Is Post-Inflammatory Erythema? These Post-Acne Red Spots Aren’t Scars. The Healthy A Reader’s Digest brand. https://www.thehealthy.com/skin-health/post-inflammatory-erythema/

 

Sachdev, P. (2021, Nov 02). What is Post-Inflammatory Hyperpigmentation?. WebMD. https://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/what-is-post-inflammatory-hyperpigmentation

 

DermNet NZ Staff. (n.d.). Post inflammatory hyperpigmentation. DermNet NZ. https://dermnetnz.org/topics/postinflammatory-hyperpigmentation

 

Palmer, A. (2022, Mar 01). Post-Inflammatory Hyperpigmentation and Acne. Verywell health. https://www.verywellhealth.com/post-inflammatory-hyperpigmentation-15606

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น ใช้งานครั้งแรกปรึกษาฟรี
Tips & Tricks
สาระน่ารู้และข่าวประชาสัมพันธ์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้ สามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า