สิวและผิวหน้า
20 เมษายน 2569

“สิว” ต้นเหตุที่ทำให้หลายคนรู้สึกเสียความมั่นใจ เพราะคนส่วนใหญ่ยังชื่อว่าคนเป็นสิว ไม่ว่าที่ลำตัว หรือหน้า การมีสิวเกิดจากการไม่รักษาความสะอาด แต่ที่จริงแล้วความสกปรกไม่ใช่สาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดสิว และสิวยังคงสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะรักษาความสะอาดดีแล้วก็ตาม
ในบทความนี้ SkinX จะพาไปรู้จักกับสิว ว่าสิวคืออะไร ต้นตอของสิวเกิดจากอะไร สิวมีกี่ประเภท ขึ้นที่ใดได้บ้าง แล้ววิธีรักษาสิวแต่ละประเภทคืออะไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง? ปัญหาสิว ไม่ใช่เรื่องสิว ๆ อย่างที่คิด
Key Takeaways
สารบัญบทความ

สิว (Acne หรือ Acne Vulgaris) เป็นภาวะความผิดปกติบริเวณรูขุมขนและต่อมไขมันในรูขุมขน เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น รูขุมขนจะอุดตันจนเกิดเป็นสิว ทั้งยังอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นติดเชื้อและอักเสบจนกลายเป็นสิวอักเสบได้
สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย และพบได้มากถึง 85% ของประชากรที่อยู่ในช่วงอายุ 12-25 ปี ส่วนในช่วงอายุอื่น ๆ แม้กระทั่งทารกแรกเกิดก็สามารถพบสิวได้ โดยมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

กระบวนการการเกิดสิวนั้นค่อนข้างซับซ้อน สาเหตุการเกิดสิวจึงมีหลายปัจจัยประกอบกัน ซึ่งเมื่อเป็นสิว ปัจจัยสาเหตุการเกิดสิวดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพียงแค่อย่างเดียว หรือเกิดจากหลาย ๆ อย่างร่วมกันก็ได้ โดยสิวนั้นเกิดจากปัจจัยของการเกิดสิว 4 ปัจจัย ดังนี้
เซลล์ที่อยู่ในรูขุมขนที่เรียกว่าเซลล์ keratinocyte จะผลัดตัวออกมาและหลุดออกจากรูขุมขนเป็นปกติเมื่อหมดอายุไข แต่ถ้า keratinocyte เพิ่มจำนวนเซลล์มากเกินไป จนเซลล์ตายและหลุดออกมามากกว่าปกติ อาจทำให้เซลล์ที่ต้องถูกผลัดออกนั้นเกาะตัวและสะสมกันอยู่ภายในรูขุมขน
Fact: “keratinocyte คือเซลล์ชนิดหนึ่งในรูขุมขน ทำหน้าที่สร้างเคราติน เช่น เล็บ ขน หรือผมนั่นเอง”
เมื่อกลุ่มเซลล์ keratinocyte เกาะตัวรวมกันขวางรูขุมขนอยู่ จะทำให้สิ่งที่สร้างจากส่วนต่างๆ ในรูขุมขนหรือสิ่งที่มีอยู่ในรูขุมขนอยู่แล้ว อย่างเคราติน (keratin) น้ำมันจากต่อมไขมัน (Sebum) และแบคทีเรียสะสมจนเกาะตัวกันเป็นก้อน ทำให้ปากรูขุมขนหรือรูขุมขนส่วนบนขยายออก เกิดเป็นสิวอุดตันที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือ “microcomedones” เมื่อเคราติน น้ำมันจากต่อมไขมัน และแบคทีเรียสะสมรวมตัวกันเรื่อยๆ microcomedones จะใหญ่ขึ้นกลายเป็น comedones หรือที่เรียกว่า “สิวอุดตัน” นั่นเอง
ปกติแล้วต่อมไขมันมีหน้าที่ผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวหนังไว้ เป็นเกราะป้องกันผิวหนังและช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น แต่หากต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป จะทำให้เกิดสิวได้ ซึ่งกระบวนการก่อให้เกิดสิวมีดังนี้
ทั้งนี้ หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไปคือ การกระตุ้นจากฮอร์โมนในกลุ่มฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen)
Fact: “กลุ่มฮอร์โมนแอนโดรเจน ประกอบด้วย Testosterone, Androstenedione, Dehydroepiandrosterone (DHEA), DHEA sulfate (DHEA-S), และฮอร์โมนที่มีผลทำให้เกิดสิวได้มากที่สุด Dihydrotestosterone (DHT)” ฮอร์โมนแอนโดรเจนนอกจาก
acne (Propionibacterium acnes) หรือ C. acne (Cutibacterium acnes) เป็นแบคทีเรียที่พบได้ปกติบนผิวหนัง ในรูขุมขน และในต่อมไขมันของคนเรา ซึ่งจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิวในปัจจุบัน พบว่า P. acne เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดสิว ดังนี้
แม้ P. acne จะเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ แต่ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าปริมาณเชื้อที่มากขึ้น จะส่งผลให้ระดับความรุนแรงของสิวเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเสมอไป
เป็นสิวรักษายังไง? วิธีแก้สิว ลดสิว หรือรักษาสิวที่หน้าและลำตัวมีด้วยกันหลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาจากความรุนแรงของอาการ ปัจจัยที่ทำให้เกิดสาเหตุของสิว และวิธีรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้ ซึ่งการรักษานิยมใช้ควบคู่กันหลายวิธี เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวมักมาจากหลายอย่างประกอบกัน การรักษาสิวโดยแพทย์ มีหลักการรักษาดังนี้
ซึ่งการรักษาสิวมีหลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยา ฮอร์โมน ไปจนถึงหัตถการต่าง ๆ ดังนี้

วิธีลดสิว รักษาสิวด้วยยาทาภายนอกมีหลายประเภท แต่ละประเภทออกฤทธิ์ต่างกัน เหมาะกับการรักษาสิวต่างชนิดกัน ดังนี้
Retinoids ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ
Retinoid ชนิดทา สามารถลดการอุดตันและต้านการอักเสบได้ จึงรักษาได้ทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบ แต่อาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง เนื่องจากมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังทำให้ผิวบางลงและไวต่อแสงมากขึ้น ผู้ที่ใช้ Retinoid ชนิดทารักษาสิวจึงควรทาครีมกันแดดในตอนกลางวันเป็นประจำ
Benzoyl peroxide
การใช้ Benzoyl peroxide หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Benzac” เป็นวิธีรักษาสิวที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา โดยตัวยาชนิดนี้ จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียด้วยการปล่อย Free oxygen radicals ออกมาทำลายเชื้อแบคทีเรีย
Fact: “free oxygen radicals เป็นอนุมูลอิสระประเภทหนึ่ง ที่สามารถจับกับส่วนต่างๆของเซลล์แบคทีเรีย และสามารถทำลายแบคทีเรียได้”
Topical antibiotics
ยาปฏิชีวนะชนิดทา ยาปฏิชีวนะชนิดทาเพื่อรักษาสิว มี 4 ชนิดด้วยกัน ดังนี้
Fact:“โรค G6PD เป็นโรคที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายเมื่อร่างกายได้รับยาหรือสารพิษ ดังนั้นต้องระวังในการใช้ยา NSAIDs บางชนิด ยาแอสไพริน และยาปฏิชีวนะ”
การใช้ยาปฏิชีวนะและยาต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibiotic and antibacterial agents) ยาปฏิชีวนะและยาต้านเชื้อแบคทีเรียแบบทานที่นิยมใช้กันมีหลายชนิด มีทั้งใช้ตัวเดียวและใช้เป็นสูตรยาสองตัวร่วมกัน ขึ้นอยู่แพทย์จะพิจารณา การใช้ยาประเภทนี้ค่อนข้างจำกัดการใช้อยู่มาก เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยาเพิ่มมากขึ้น
การรักษาด้วยฮอร์โมน (Hormonal therapy) การรักษาด้วยฮอร์โมนมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว ซึ่งยาที่ใช้รักษาสิวด้วยการควบคุมฮอร์โมน มีดังนี้ ยาคุมกำเนิดแบบทาน (Oral contraceptives) ยาคุมกำเนิดเป็นยาที่มีผลกับระดับฮอร์โมน นิยมใช้เพื่อรักษาสิวในเพศหญิง ช่วยรักษาสิวได้ด้วยการออกฤทธิ์ 4 อย่าง ได้แก่
วิธีรักษาสิวด้วยยา Isotretinoin สำหรับใช้ทาน นิยมใช้กับผู้ที่เป็นสิวชนิด Nodular ที่รุนแรงปานกลาง และรุนแรงมาก หรือในกรณีที่รักษาไม่หายจากเชื้อดื้อยา โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ ดังนี้
ทั้งนี้การออกฤทธิ์ของ Isotretinoin ทางการแพทย์ยังไม่ทราบผลทั้งหมดอย่างชัดเจน ผลการรักษาหลังหยุดยาจึงอาจอยู่นานถึง 1 ปี หรือบางกรณีอาจอยู่เพียง 2-4 เดือน โดยไม่ทราบว่าปัจจัยใดที่ส่งผลให้ระยะเวลาการออกฤทธิ์แตกต่างกันมาก
อาหารบางอย่าง เช่น นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม และอาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง มีผลทำให้เกิดสิว จากงานวิจัยพบว่า การงดอาหารเหล่านี้เป็นวิธีลดสิวหรือรักษาสิวได้ ดังนั้นการคุมอาหารจึงสามารถทำร่วมกับการรักษาอื่น ๆ แต่ไม่ได้การันตีผลลัพธ์แต่อย่างใด
การกดสิว (Comedone extraction)

การกดสิว เป็นวิธีที่นิยมใช้กันในอดีต แต่การแพทย์ปัจจุบันพบว่า การกดสิวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาสิวได้ และไม่ได้ลดสาเหตุการเกิดสิวแต่อย่างใด หากต้องการกดสิว ควรใช้ยาหรือใช้วิธีรักษาสิวที่ต้นเหตุอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย
การฉีด corticosteroids เข้าที่สิวโดยตรง
วิธีการรักษาสิวแบบนี้เหมาะกับผู้ที่เป็นสิว ที่มีการอักเสบและก้อนใต้ผิวหนัง (Nodular acne) ซึ่งจะช่วยให้สิวยุบได้เร็ว ลดอาการเจ็บปวด และทำได้โดยไม่ต้องกรีดหรือถ่ายของเหลวออกจากสิว แต่อาจเสี่ยงเกิดรอยแผลเป็นยุบหลังสิวหายได้
การใช้สารเคมีลอกผิว (Chemical peel)
วิธีแก้สิวด้วยการใช้สารเคมีลอกผิว เป็นการลอกผิวหนังชั้นนอกสุดออกไปด้วยสารเคมี เพื่อช่วยในกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ป้องกันการก่อตัวของ Keratinocyte ในรูขุมขน เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถรักษาสิวด้วยวิธีอื่นได้ เช่น ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และไม่สามารถใช้ยาบางชนิดได้
การทำเลเซอร์และการบำบัดด้วยแสง
การรักษาสิวด้วยการทำเลเซอร์และการบำบัดด้วยแสง เป็นวิธีการใหม่ที่ยังพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ เช่น การใช้ Pulse dye laser (vBeam), Dual Yellow laser, Diode laser, Long-pulse Nd:YAG laser, Er:Glass laser เป็นต้น ซึ่งมีข้อดี ดังต่อไปนี้
การปรึกษาแพทย์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาสิวก่อนตัดสินใจรักษาสิวด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังสามารถบอกถึงปัญหาของสิว ทางเลือกในการรักษา ตลอดจนการป้องกันไม่ให้สิวดื้อยา และดีต่อสภาพผิวในระยะยาว ในปัจจุบัน
การปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาสิว ไม่จำเป็นต้องเคลียร์ตารางให้ว่างเพื่อนัดเวลากับแพทย์ หรือเดินทางไปโรงพยาบาลหรือคลินิกอีกต่อไป เพียงเข้าแอปพลิเคชัน SkinX ก็สามารถเลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังได้มากถึง 210 ท่าน จากสถานพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ แก้ปัญหาสิวโดยแพทย์ผิวหนัง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

สิวไม่ได้มีแค่แบบเดียวครับ การเข้าใจว่าเรากำลังรับมือกับสิวประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีรักษาได้ตรงจุดและเห็นผลไวขึ้น โดยหลัก ๆ เราสามารถแบ่งสิวออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
สิวไม่อักเสบ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าสิวอุดตัน เกิดจากการอุดตันของเคราตินและไขมันในรูขุมขน แบ่งเป็น:
เกิดจากสิวอุดตันที่มีเชื้อแบคทีเรีย C. acnes เข้าไปแทรกซึม จนทำให้ร่างกายส่งเม็ดเลือดขาวมาจัดการ เกิดเป็นความบวม แดง และเจ็บ
Fact : “นอกจากสิวจะส่งผลเสียกับรูปลักษณ์แล้ว ยังส่งผลเสียกับจิตใจได้มาก มีงานวิจัยหนึ่งรายงานว่า 14% ของนักเรียนในกลุ่มสำรวจ มีความเสี่ยงเกิดอาการซึมเศร้าเพิ่มขึ้นโดยมีสิวเป็นปัจจัยหนึ่ง”
สิวเกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณอก หลัง และเกิดบนใบหน้ามากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณเส้นกึ่งกลางลำตัวอย่าง หน้าผาก จมูก และคาง ซึ่งสิวแต่ละที่ก็มีสาเหตุการเกิดที่ต่างกันไป ดังนี้
บริเวณคางมีโอกาสเกิดสิวได้มากกว่าที่อื่น เพราะอยู่ในเส้นกึ่งกลางบนใบหน้าที่จะผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ T-zone เมื่อต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ สิวจึงมักจะเกิดสิวขึ้นที่คางก่อน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวที่คาง ได้แก่
หน้าผากก็เป็นบริเวณที่มักเกิดสิวก่อนส่วนอื่นเช่นเดียวกับคาง เพราะอยู่บริเวณเส้นกึ่งกลางใบหน้า นอกจากนี้หน้าผากยังเป็นบริเวณที่สัมผัสกับสิ่งสกปรกมาก เพราะเป็นจุดที่มีเหงื่อเยอะ ซึ่งสิวที่หน้าผากก็เกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่

จมูกก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยู่เส้นกึ่งกลาง ทำให้สิวที่จมูกเกิดขึ้นได้มากกว่าส่วนอื่น ๆ และเกิดความมันได้มาก สิวที่จมูก ส่วนใหญ่จะเป็นสิวอุดตันชนิดหัวเปิดและสิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa) ซึ่งสิวเสี้ยนไม่ใช่สิว แต่เป็นขนและรากขนหลายเส้นในรูขุมขนที่จับตัวกับน้ำมัน สิ่งสกปรก และเซลล์ที่ตายแล้ว จนเกิดเป็นก้อนคล้ายสิวอยู่รอบ ๆ เส้นขนเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง
สิวที่แก้ม มักจะเกิดจากสิ่งสกปรกและการล้างหน้าไม่สะอาดเป็นหลัก เพราะแก้มเป็นบริเวณที่ต้องสัมผัสกับแหล่งรวมสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น หมอน, เส้นผม, กรอบแว่น หรือโทรศัพท์ นอกจากนี้สิวที่แก้มยังเกิดจากน้ำมัน หรือการผลัดเซลล์ผิวที่ผิดปกติได้เช่นกัน
สิวที่ปากจะอยู่บริเวณรอบ ๆ ริมฝีปาก เกิดจากสิ่งสกปรกได้มาก เพราะปากเป็นบริเวณที่เราใช้ทานข้าว เมื่ออาหารสัมผัสรอบ ๆ ปาก ก็อาจทำให้เกิดสิวได้หากรักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอ นอกจากนี้สิวที่ปากยังเกิดจากการแพ้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ด้วย เช่น แพ้ยาสีฟัน, แพ้ลิปสติก, แพ้น้ำยาบ้วนปาก, และการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน

สิวที่คอมักเกิดจากเส้นผมเป็นส่วนใหญ่ เพราะคอเป็นบริเวณที่สิ่งสกปรกจากเส้นผมและหนังศีรษะไหลมาสะสมอยู่ หากไว้ผมยาว ชอบปล่อยผม เส้นผมจะทำให้ผิวหนังอับ จนเหงื่อไคลสะสมและเกิดเป็นสิวขึ้นมา นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการแพ้ยาสระผม หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผมและหนังศีรษะอื่น ๆ ด้วย
บริเวณหลังก็เป็นอีกบริเวณหนึ่งที่อยู่ในแนวเส้นกึ่งกลาง จึงเกิดสิวได้ง่าย สิวที่หลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้
หากเป็นสิวฮอร์โมนในผู้ชาย อาจไม่สามารถรักษาที่ฮอร์โมนได้ เพราะอาจมีผลข้างเคียงด้านสุขภาพ เนื่องจากต้นเหตุของการเกิดสิวคือ ฮอร์โมนในกลุ่มแอนโดรเจน ที่มีผลต่อการแสดงออกทางเพศชาย การรักษาสิวจึงนิยมใช้ยาทาภายนอกร่วมกับยาปฏิชีวนะ หรือยา Isotretinoin เพื่อลดต้นเหตุการเกิดสิว ส่วนวิธีรักษาสิวฮอร์โมนในผู้หญิง นิยมใช้ยาคุมกำเนิดร่วมกับยาทาภายนอก เนื่องจากการมีฮอร์โมนเพศชายมากเกินไปจนทำให้เกิดสิว สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายและความมั่นใจของผู้หญิงได้
สิวเห่อเต็มหน้า ควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะสิวเห่อเต็มหน้านับเป็นสิวปานกลางหรือสิวรุนแรงที่ต้องใช้เวลาในการรักษา และอาจต้องใช้ยาทานซึ่งอาจมีผลข้างเคียงในการรักษาด้วย สามารถปรึกษากับแพทย์ผ่านแอป SkinX เองได้ แพทย์สามารถจ่ายยาให้ได้เช่นเดียวกับการไปพบแพทย์ตามปกติ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจทำให้เกิดรอยดำ รอยแดง หรือหลุมสิวหลังรักษาหาย หรือสิวอาจพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบรุนแรงมากกว่าเดิมได้
ผู้ที่ผิวไม่แข็งแรง ไม่ว่าจะผิวอักเสบง่าย Keratinocyte ผลัดตัวผิดปกติได้ง่าย หรือผิวมันมากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เป็นสิวได้ง่ายเมื่อผิวถูกกระตุ้นด้วยสารบางอย่าง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างระมัดระวัง โดยไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขัดผิวมากจนเกินไป และไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH สูงหรือต่ำจนเกินไป หรือหากอยากได้คำแนะนำสำหรับผิวเฉพาะบุคคล ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีป้องกันการเกิดสิวได้เช่นกัน
สิวเป็นโรคผิวหนังที่ส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ การรักษาที่เห็นผลไวที่สุดคือการวิเคราะห์สาเหตุให้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮอร์โมน พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาความสะอาดและการเติมความชุ่มชื้นอย่างพอเหมาะ เพื่อไม่ให้ปราการผิวอ่อนแอจนสิวเห่อซ้ำซาก
ดูแลผิวให้ถูกจุด ปรึกษาหมอผิวหนังผ่าน SkinX แอปพลิเคชัน ช่วยให้คุณพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังกว่า 210 ท่านจากสถานพยาบาลชั้นนำได้ทุกที่ ไม่ต้องรอคิว ไม่ต้องเดินทาง ปรึกษาได้ทุกปัญหาผิวแม้แต่เรื่อง “ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์แล้วสิวขึ้น” รู้ค่าบริการก่อนเริ่ม คุมงบได้ สรุปผลทันที และมีบริการส่งยาตรงถึงบ้านพร้อมเภสัชกรคอยให้คำแนะนำ ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง iOS และ Android
อ้างอิง
Burgess, L. Nodular acne: Definition and treatment options. (2018, May 15). Medical news today. https://www.medicalnewstoday.com/articles/321815#takeaway
Neimeier, V., kupfer, J., Demmelbauer-Ebner, M., et al. Coping with acne vulgaris. Evaluation of thechronic skin disorder questionnaire in patients with acne. Dermatology. 1998;196:108-115. White GM. Recent findings in the epidemiologic evidence, classification, and subtypes of acne vulgaris. J Am Acad Dermatol. 1998;39:S34-37.
Iftikhar, A., Sarwar, M., HaJeez, S., Kefi, S. (July - Dec. 20). ACNE: History. Reality and Legends. WHO. https://applications.emro.who.int/imemrf/Baqai_J_Health_Sci/Baqai_J_Health_Sci_2007_10_2_25_30.pdf
Amita H. Sutaria, Masood, S., Haitham M. Saleh, Schlessinger, J. (2023, August 17). Acne Vulgaris. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK459173/
บทความที่เกี่ยวข้อง
ดูทั้งหมด