skinx-logo
แพทย์ของเราบทความติดต่อเรา

สิวและผิวหน้า

สิว (Acne) คืออะไร? เกิดจากอะไร? มีกี่ชนิด? และวิธีรักษาสิวที่ได้ผล

20 เมษายน 2569

สิว (Acne) คืออะไร? เกิดจากอะไร? มีกี่ชนิด? และวิธีรักษาสิวที่ได้ผล

“สิว” ต้นเหตุที่ทำให้หลายคนรู้สึกเสียความมั่นใจ เพราะคนส่วนใหญ่ยังชื่อว่าคนเป็นสิว ไม่ว่าที่ลำตัว หรือหน้า การมีสิวเกิดจากการไม่รักษาความสะอาด แต่ที่จริงแล้วความสกปรกไม่ใช่สาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดสิว และสิวยังคงสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะรักษาความสะอาดดีแล้วก็ตาม 

 

ในบทความนี้ SkinX จะพาไปรู้จักกับสิว ว่าสิวคืออะไร ต้นตอของสิวเกิดจากอะไร สิวมีกี่ประเภท ขึ้นที่ใดได้บ้าง แล้ววิธีรักษาสิวแต่ละประเภทคืออะไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง? ปัญหาสิว ไม่ใช่เรื่องสิว ๆ อย่างที่คิด


Key Takeaways

  • สิว เป็นภาวะความผิดปกติของรูขุมขนและต่อมไขมันในรูขุมขน จนเกิดการอุดตันกลายเป็นสิว ทั้งยังอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นติดเชื้อและอักเสบจนเป็นสิวอักเสบได้
  • สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย และพบได้มากถึง 85% ของประชากรที่อยู่ในช่วงอายุ 12-25 ปี ส่วนในช่วงอายุอื่น ๆ แม้กระทั่งทารกแรกเกิดก็สามารถพบสิวได้ โดยมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  • สิวเกิดได้จาก 4 ปัจจัย ได้แก่ เซลล์ในรูขุมขนเพิ่มจำนวนเซลล์มากเกินไป, ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป, มีเชื้อแบคทีเรีย P. acne มากเกินไป และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันด้วยการอักเสบ
  • สิวเกิดได้หลายบริเวณทั้งหน้าอก หลัง และบนใบหน้า ทั้งนี้บริเวณเส้นกึ่งกลางลำตัวอย่างหน้าผาก จมูก และคาง จะเกิดสิวได้มากกว่าบริเวณอื่น เพราะเป็นบริเวณที่มีการผลิตน้ำมันมาก
  • การรักษาสิวมีอยู่หลายวิธี โดยการทำความสะอาดและการใช้ยาทาภายนอก, การใช้ยาปฏิชีวนะ, การใช้ยา Isotretinoin, การงดนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม, การทำหัตถการต่าง ๆ อย่างการกดสิวหรือทำเลเซอร์ และการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง

สารบัญบทความ


สิว คืออะไร

สิว คืออะไร

สิว (Acne หรือ Acne Vulgaris) เป็นภาวะความผิดปกติบริเวณรูขุมขนและต่อมไขมันในรูขุมขน เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น รูขุมขนจะอุดตันจนเกิดเป็นสิว ทั้งยังอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นติดเชื้อและอักเสบจนกลายเป็นสิวอักเสบได้ 

 

สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย และพบได้มากถึง 85% ของประชากรที่อยู่ในช่วงอายุ 12-25 ปี ส่วนในช่วงอายุอื่น ๆ แม้กระทั่งทารกแรกเกิดก็สามารถพบสิวได้ โดยมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

Banner_CTA.webp

สาเหตุการเกิดสิว เกิดจากอะไร?

กระบวนการการเกิดสิวนั้นค่อนข้างซับซ้อน สาเหตุการเกิดสิวจึงมีหลายปัจจัยประกอบกัน ซึ่งเมื่อเป็นสิว ปัจจัยสาเหตุการเกิดสิวดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพียงแค่อย่างเดียว หรือเกิดจากหลาย ๆ อย่างร่วมกันก็ได้ โดยสิวนั้นเกิดจากปัจจัยของการเกิดสิว 4 ปัจจัย ดังนี้

1. เซลล์ในรูขุมขนเพิ่มจำนวนเซลล์มากเกินไป (Follicular epidermal hyperproliferation)

เซลล์ที่อยู่ในรูขุมขนที่เรียกว่าเซลล์ keratinocyte จะผลัดตัวออกมาและหลุดออกจากรูขุมขนเป็นปกติเมื่อหมดอายุไข แต่ถ้า keratinocyte เพิ่มจำนวนเซลล์มากเกินไป จนเซลล์ตายและหลุดออกมามากกว่าปกติ อาจทำให้เซลล์ที่ต้องถูกผลัดออกนั้นเกาะตัวและสะสมกันอยู่ภายในรูขุมขน

 

Fact: “keratinocyte คือเซลล์ชนิดหนึ่งในรูขุมขน ทำหน้าที่สร้างเคราติน เช่น เล็บ ขน หรือผมนั่นเอง”

 

เมื่อกลุ่มเซลล์ keratinocyte เกาะตัวรวมกันขวางรูขุมขนอยู่ จะทำให้สิ่งที่สร้างจากส่วนต่างๆ ในรูขุมขนหรือสิ่งที่มีอยู่ในรูขุมขนอยู่แล้ว อย่างเคราติน (keratin) น้ำมันจากต่อมไขมัน (Sebum) และแบคทีเรียสะสมจนเกาะตัวกันเป็นก้อน ทำให้ปากรูขุมขนหรือรูขุมขนส่วนบนขยายออก เกิดเป็นสิวอุดตันที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือ “microcomedones” เมื่อเคราติน น้ำมันจากต่อมไขมัน และแบคทีเรียสะสมรวมตัวกันเรื่อยๆ microcomedones จะใหญ่ขึ้นกลายเป็น comedones หรือที่เรียกว่า “สิวอุดตัน” นั่นเอง

2. ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป (Sebum production)

ปกติแล้วต่อมไขมันมีหน้าที่ผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวหนังไว้ เป็นเกราะป้องกันผิวหนังและช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น แต่หากต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป จะทำให้เกิดสิวได้ ซึ่งกระบวนการก่อให้เกิดสิวมีดังนี้

  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ที่จะถูกแบคทีเรีย P. acne ย่อยให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ
  • กรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acids) ช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการอยู่อาศัยของแบคทีเรีย P. acne แบคทีเรียชนิดนี้จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว แล้วกระตุ้นให้เกิดการอักเสบจนเกิดเป็นสิวได้ เมื่อ Sebum เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ปริมาณกรดลิโนเลอิก (Linoleic acid) ลดลง ส่งผลให้เกิดสิวมากกว่าเดิม 

ทั้งนี้ หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไปคือ การกระตุ้นจากฮอร์โมนในกลุ่มฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen)

 

Fact: “กลุ่มฮอร์โมนแอนโดรเจน ประกอบด้วย Testosterone, Androstenedione, Dehydroepiandrosterone (DHEA), DHEA sulfate (DHEA-S), และฮอร์โมนที่มีผลทำให้เกิดสิวได้มากที่สุด Dihydrotestosterone (DHT)” ฮอร์โมนแอนโดรเจนนอกจาก

3. เชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acne (P. acne)

acne (Propionibacterium acnes) หรือ C. acne (Cutibacterium acnes) เป็นแบคทีเรียที่พบได้ปกติบนผิวหนัง ในรูขุมขน และในต่อมไขมันของคนเรา ซึ่งจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิวในปัจจุบัน พบว่า P. acne เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดสิว ดังนี้ 

  • P. acne ย่อยสลายไขมัน (Triglycerides) เป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งกระตุ้นให้ผิวหนังอักเสบและกลายเป็นสิว
  • P. acne เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงหลั่งสารอักเสบ (Proinflammatory Cytokines), ส่งเม็ดเลือดขาวมากำจัดเชื้อ และสร้างสารต้านจุลชีพ ซึ่งส่งผลข้างเคียงให้ผิวอักเสบมากขึ้น
  • ผนังเซลล์ของ P. acne มีตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง Antibody เพิ่มขึ้น ทำให้พบเชื้อนี้ในคนเป็นสิวมากกว่าคนทั่วไป แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน

แม้ P. acne จะเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ แต่ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าปริมาณเชื้อที่มากขึ้น จะส่งผลให้ระดับความรุนแรงของสิวเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเสมอไป

4. การอักเสบ และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน (Inflammation and immune response)

  • เมื่อแบคทีเรีย (เช่น P. acnes) เข้าสู่ผิวหนัง ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งเม็ดเลือดขาวมาสะสม ทำให้เกิดอาการ ปวด บวม แดง และร้อน
  • เซลล์ผิว (Keratinocyte) อุดตันรูขุมขนร่วมกับน้ำมันและแบคทีเรีย จนกลายเป็น Microcomedone
  • เมื่อถุงสิว (Cyst) ขยายใหญ่ขึ้นจนผนังรูขุมขนแตก แบคทีเรียจะกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อ กระตุ้นให้เกิดการอักเสบทันที

วิธีรักษาสิว

เป็นสิวรักษายังไง? วิธีแก้สิว ลดสิว หรือรักษาสิวที่หน้าและลำตัวมีด้วยกันหลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาจากความรุนแรงของอาการ ปัจจัยที่ทำให้เกิดสาเหตุของสิว และวิธีรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้ ซึ่งการรักษานิยมใช้ควบคู่กันหลายวิธี เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวมักมาจากหลายอย่างประกอบกัน การรักษาสิวโดยแพทย์ มีหลักการรักษาดังนี้

  1. ทำให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวกลับมาเป็นปกติ
  2. ลดการทำงานของต่อมไขมัน
  3. ลดจำนวนแบคทีเรียบริเวณรูขุมขน โดยเฉพาะแบคทีเรีย P. acne
  4. ต่อต้านหรือลดการอักเสบ

ซึ่งการรักษาสิวมีหลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยา ฮอร์โมน ไปจนถึงหัตถการต่าง ๆ ดังนี้

วิธีรักษาสิวด้วยการรักษาเฉพาะที่

วิธีรักษาสิวด้วยการรักษาเฉพาะที่

วิธีลดสิว รักษาสิวด้วยยาทาภายนอกมีหลายประเภท แต่ละประเภทออกฤทธิ์ต่างกัน เหมาะกับการรักษาสิวต่างชนิดกัน ดังนี้

 

Retinoids ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ

 

Retinoid ชนิดทา สามารถลดการอุดตันและต้านการอักเสบได้ จึงรักษาได้ทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบ แต่อาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง เนื่องจากมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังทำให้ผิวบางลงและไวต่อแสงมากขึ้น ผู้ที่ใช้ Retinoid ชนิดทารักษาสิวจึงควรทาครีมกันแดดในตอนกลางวันเป็นประจำ

 

Benzoyl peroxide

 

การใช้ Benzoyl peroxide หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Benzac” เป็นวิธีรักษาสิวที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา โดยตัวยาชนิดนี้ จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียด้วยการปล่อย Free oxygen radicals ออกมาทำลายเชื้อแบคทีเรีย

 

Fact: “free oxygen radicals เป็นอนุมูลอิสระประเภทหนึ่ง ที่สามารถจับกับส่วนต่างๆของเซลล์แบคทีเรีย และสามารถทำลายแบคทีเรียได้”

 

Topical antibiotics 

 

ยาปฏิชีวนะชนิดทา ยาปฏิชีวนะชนิดทาเพื่อรักษาสิว มี 4 ชนิดด้วยกัน ดังนี้

  1. Erythromycin, Clindamycin, Metronidazole ยาทารักษาสิว 3 ชนิดแรกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แต่การใช้งานจริงจะไม่ใช้ตัวยาเพียงตัวใดตัวหนึ่ง เนื่องจากเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น แพทย์มักให้ใช้เป็นยาสูตรผสมร่วมกับ Benzoyl peroxide หรือใช้ยาทาสิวอื่น ๆ ควบคู่กัน เพื่อให้เชื้อดื้อยาน้อยลง
  2. Dapsone เป็นยาชนิดสุดท้ายที่ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย ใช้สำหรับรักษาสิวอักเสบ ยา Dapsone แบบทาจะปลอดภัยกว่าแบบรับประทาน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้หากใช้กับผู้ที่ป่วยเป็นโรค G6PD ทั้งนี้ Dapsone ไม่สามารถใช้ร่วมกับ Benzoyl peroxide ได้ เพราะจะทำปฏิกิริยากันจนเกิดเป็นรอยสีส้มบนผิวหนังได้

Fact:“โรค G6PD เป็นโรคที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายเมื่อร่างกายได้รับยาหรือสารพิษ ดังนั้นต้องระวังในการใช้ยา NSAIDs บางชนิด ยาแอสไพริน และยาปฏิชีวนะ”

การรักษาที่มีผลทั่วร่างกาย (Systemic therapy)

การใช้ยาปฏิชีวนะและยาต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibiotic and antibacterial agents) ยาปฏิชีวนะและยาต้านเชื้อแบคทีเรียแบบทานที่นิยมใช้กันมีหลายชนิด มีทั้งใช้ตัวเดียวและใช้เป็นสูตรยาสองตัวร่วมกัน ขึ้นอยู่แพทย์จะพิจารณา การใช้ยาประเภทนี้ค่อนข้างจำกัดการใช้อยู่มาก เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยาเพิ่มมากขึ้น 

 

การรักษาด้วยฮอร์โมน (Hormonal therapy) การรักษาด้วยฮอร์โมนมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว ซึ่งยาที่ใช้รักษาสิวด้วยการควบคุมฮอร์โมน มีดังนี้ ยาคุมกำเนิดแบบทาน (Oral contraceptives) ยาคุมกำเนิดเป็นยาที่มีผลกับระดับฮอร์โมน นิยมใช้เพื่อรักษาสิวในเพศหญิง ช่วยรักษาสิวได้ด้วยการออกฤทธิ์ 4 อย่าง ได้แก่ 

  1. ช่วยลดปริมาณแอนโดรเจน ที่ผลิตจากอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเข้าไปกดการสร้าง LH (luteinizing hormone) ที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจน
  2. ลดปริมาณของ Free testosterone เพื่อไม่ให้ Free testosterone ในเลือดถูกดึงไปสร้างเป็น DHT (Dihydrotestosterone) ที่กระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน และการเพิ่มจำนวนของ Keratinocyte
  3. ยับยั้งการทำงานของ 5-α reductase เอนไซม์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยน Testosterone ให้กลายเป็น DHT
  4. ต่อต้านผลของฮอร์โมนเพศชาย โดยขัดขวางตัวรับของแอนโดรเจนที่อยู่บนเซลล์ Keratinocytes และ Sebocytes ทำให้แอนโดรเจนไม่สามารถออกฤทธิ์กับเซลล์ทั้งสองตัวได้ Gonadotropin-Releasing Hormone Agonists ยาที่ออกฤทธิ์ทำลายวงจรการปล่อยฮอร์โมน Gonadotropin ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจน ทำให้ปริมาณฮอร์โมนแอนโดรเจนในร่างกายลดลง

การรักษาสิวโดยการใช้ยา Isotretinoin

วิธีรักษาสิวด้วยยา Isotretinoin สำหรับใช้ทาน นิยมใช้กับผู้ที่เป็นสิวชนิด Nodular ที่รุนแรงปานกลาง และรุนแรงมาก หรือในกรณีที่รักษาไม่หายจากเชื้อดื้อยา โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ ดังนี้ 

  • ยับยั้งการทำงานของต่อมไขมัน
  • ลดการอักเสบ ช่วยให้การผลัดเซลล์ผิวเป็นปกติ
  • ช่วยลดจำนวนแบคทีเรีย P. acne จากปริมาณ Sebum ที่ลดลง เมื่อใช้ Isotretinoin รักษาสิว ส่วนใหญ่สามารถใช้ได้ผลดี แต่ในขณะเดียวกันก็พบผลข้างเคียงได้มากทั้งอาการที่เล็กน้อยและรุนแรง 

ทั้งนี้การออกฤทธิ์ของ Isotretinoin ทางการแพทย์ยังไม่ทราบผลทั้งหมดอย่างชัดเจน ผลการรักษาหลังหยุดยาจึงอาจอยู่นานถึง 1 ปี หรือบางกรณีอาจอยู่เพียง 2-4 เดือน โดยไม่ทราบว่าปัจจัยใดที่ส่งผลให้ระยะเวลาการออกฤทธิ์แตกต่างกันมาก

วิธีการรักษาสิวโดยการควบคุมอาหาร

อาหารบางอย่าง เช่น นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม และอาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง มีผลทำให้เกิดสิว จากงานวิจัยพบว่า การงดอาหารเหล่านี้เป็นวิธีลดสิวหรือรักษาสิวได้ ดังนั้นการคุมอาหารจึงสามารถทำร่วมกับการรักษาอื่น ๆ แต่ไม่ได้การันตีผลลัพธ์แต่อย่างใด

วิธีรักษาสิวด้วยหัตถการต่าง ๆ (Procedures)

การกดสิว (Comedone extraction)

วิธีรักษาสิวด้วยหัตถการต่าง ๆ (Procedures)

การกดสิว เป็นวิธีที่นิยมใช้กันในอดีต แต่การแพทย์ปัจจุบันพบว่า การกดสิวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาสิวได้ และไม่ได้ลดสาเหตุการเกิดสิวแต่อย่างใด หากต้องการกดสิว ควรใช้ยาหรือใช้วิธีรักษาสิวที่ต้นเหตุอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย

 

การฉีด corticosteroids เข้าที่สิวโดยตรง 

 

วิธีการรักษาสิวแบบนี้เหมาะกับผู้ที่เป็นสิว ที่มีการอักเสบและก้อนใต้ผิวหนัง (Nodular acne) ซึ่งจะช่วยให้สิวยุบได้เร็ว ลดอาการเจ็บปวด และทำได้โดยไม่ต้องกรีดหรือถ่ายของเหลวออกจากสิว แต่อาจเสี่ยงเกิดรอยแผลเป็นยุบหลังสิวหายได้ 

 

การใช้สารเคมีลอกผิว (Chemical peel) 

 

วิธีแก้สิวด้วยการใช้สารเคมีลอกผิว เป็นการลอกผิวหนังชั้นนอกสุดออกไปด้วยสารเคมี เพื่อช่วยในกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ป้องกันการก่อตัวของ Keratinocyte ในรูขุมขน เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถรักษาสิวด้วยวิธีอื่นได้ เช่น ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และไม่สามารถใช้ยาบางชนิดได้ 

 

การทำเลเซอร์และการบำบัดด้วยแสง 

 

การรักษาสิวด้วยการทำเลเซอร์และการบำบัดด้วยแสง เป็นวิธีการใหม่ที่ยังพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ เช่น การใช้ Pulse dye laser (vBeam), Dual Yellow laser, Diode laser, Long-pulse Nd:YAG laser, Er:Glass laser เป็นต้น ซึ่งมีข้อดี ดังต่อไปนี้ 

  • มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยา
  • ช่วยให้สิวยุบเร็ว
  • ช่วยให้รอยแดงจางลง
  • ช่วยฆ่าเชื้อ P. acne
  • ช่วยลดการอักเสบ รักษารอยดำ หลุมสิว และรอยแผลเป็นจากสิว นอกจากการทำเลเซอร์และการบำบัดด้วยแสง ยังสามารถรักษารอยสิว และหลุมสิวด้วยวิธีอื่น ๆ ได้

วิธีรักษาสิวด้วยการปรึกษาแพทย์

การปรึกษาแพทย์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาสิวก่อนตัดสินใจรักษาสิวด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังสามารถบอกถึงปัญหาของสิว ทางเลือกในการรักษา ตลอดจนการป้องกันไม่ให้สิวดื้อยา และดีต่อสภาพผิวในระยะยาว ในปัจจุบัน 

 

การปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาสิว ไม่จำเป็นต้องเคลียร์ตารางให้ว่างเพื่อนัดเวลากับแพทย์ หรือเดินทางไปโรงพยาบาลหรือคลินิกอีกต่อไป เพียงเข้าแอปพลิเคชัน SkinX ก็สามารถเลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังได้มากถึง 210 ท่าน จากสถานพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ แก้ปัญหาสิวโดยแพทย์ผิวหนัง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น


สิวมีกี่ประเภท

สิวมีกี่ประเภท

สิวไม่ได้มีแค่แบบเดียวครับ การเข้าใจว่าเรากำลังรับมือกับสิวประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีรักษาได้ตรงจุดและเห็นผลไวขึ้น โดยหลัก ๆ เราสามารถแบ่งสิวออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

1. สิวไม่อักเสบ (Non-Inflammatory Acne)

สิวไม่อักเสบ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าสิวอุดตัน เกิดจากการอุดตันของเคราตินและไขมันในรูขุมขน แบ่งเป็น:

  • สิวหัวขาว (Closed Comedones): สิวอุดตันหัวปิด หรือสิวไม่มีหัว ที่เห็นเป็นตุ่มนูนเล็กๆ สีขาวใต้ผิวหนัง ไม่มีรูระบายออก หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นสิวอักเสบได้
  • สิวหัวดำ (Open Comedones): สิวอุดตันหัวเปิด หรือสิวหัวดำ ที่เห็นเป็นจุดสีดำตรงกลาง ซึ่งเกิดจากไขมันทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ (ไม่ใช่ความสกปรกอย่างที่หลายคนเข้าใจนะครับ)

2. สิวอักเสบ (Inflammatory Acne)

เกิดจากสิวอุดตันที่มีเชื้อแบคทีเรีย C. acnes เข้าไปแทรกซึม จนทำให้ร่างกายส่งเม็ดเลือดขาวมาจัดการ เกิดเป็นความบวม แดง และเจ็บ

  • สิวตุ่มแดง (Papules): ตุ่มแดงขนาดเล็ก เจ็บเล็กน้อย ไม่มีหัวหนอง
  • สิวตุ่มหนอง (Pustules):สิวหัวหนอง ลักษณะคล้ายสิวตุ่มแดง แต่มีหัวหนองสีขาวหรือเหลืองอยู่ตรงกลาง
  • สิวอักเสบแดงก้อนลึก (Nodules): ตุ่มแดงขนาดใหญ่ แข็งเป็นไต และอยู่ลึกใต้ชั้นผิว เจ็บมาก มักทิ้งรอยแผลเป็น
  • สิวหัวช้าง/สิวซีสต์ (Cysts):สิวหัวช้างเป็นสิวอักเสบรุนแรงที่สุด มีหนองปนเลือดอยู่ภายใน มักเป็นหลายหัวรวมกัน เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นหลุมสิวสูงมาก

Fact : “นอกจากสิวจะส่งผลเสียกับรูปลักษณ์แล้ว ยังส่งผลเสียกับจิตใจได้มาก มีงานวิจัยหนึ่งรายงานว่า 14% ของนักเรียนในกลุ่มสำรวจ มีความเสี่ยงเกิดอาการซึมเศร้าเพิ่มขึ้นโดยมีสิวเป็นปัจจัยหนึ่ง”


บริเวณที่มักเกิดสิว

สิวเกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณอก หลัง และเกิดบนใบหน้ามากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณเส้นกึ่งกลางลำตัวอย่าง หน้าผาก จมูก และคาง ซึ่งสิวแต่ละที่ก็มีสาเหตุการเกิดที่ต่างกันไป ดังนี้

สิวที่คาง

บริเวณคางมีโอกาสเกิดสิวได้มากกว่าที่อื่น เพราะอยู่ในเส้นกึ่งกลางบนใบหน้าที่จะผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ T-zone เมื่อต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ สิวจึงมักจะเกิดสิวขึ้นที่คางก่อน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวที่คาง ได้แก่ 

  • ฮอร์โมน
  • การรับประทานอาหารที่มีนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม
  • การใช้มือสัมผัสคาง
  • การสวมใส่หน้ากากอนามัย จนเกิดการเสียดสี สิ่งสกปรกสะสมและอุดตันในรูขุมขน และติดเชื้อแบคทีเรียที่คาง

สิวที่หน้าผาก

หน้าผากก็เป็นบริเวณที่มักเกิดสิวก่อนส่วนอื่นเช่นเดียวกับคาง เพราะอยู่บริเวณเส้นกึ่งกลางใบหน้า นอกจากนี้หน้าผากยังเป็นบริเวณที่สัมผัสกับสิ่งสกปรกมาก เพราะเป็นจุดที่มีเหงื่อเยอะ ซึ่งสิวที่หน้าผากก็เกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่ 

  • ความเครียด
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • สิ่งสกปรกอย่างเหงื่อไคลและมลภาวะ ที่สะสมอยู่ที่หน้าผากจากการไว้ผมหน้าม้า ใส่หมวก หรือใส่ผ้าคาดศีรษะ

สิวที่จมูก

สิวที่จมูก

จมูกก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยู่เส้นกึ่งกลาง ทำให้สิวที่จมูกเกิดขึ้นได้มากกว่าส่วนอื่น ๆ และเกิดความมันได้มาก สิวที่จมูก ส่วนใหญ่จะเป็นสิวอุดตันชนิดหัวเปิดและสิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa) ซึ่งสิวเสี้ยนไม่ใช่สิว แต่เป็นขนและรากขนหลายเส้นในรูขุมขนที่จับตัวกับน้ำมัน สิ่งสกปรก และเซลล์ที่ตายแล้ว จนเกิดเป็นก้อนคล้ายสิวอยู่รอบ ๆ เส้นขนเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง

สิวที่แก้ม

สิวที่แก้ม มักจะเกิดจากสิ่งสกปรกและการล้างหน้าไม่สะอาดเป็นหลัก เพราะแก้มเป็นบริเวณที่ต้องสัมผัสกับแหล่งรวมสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น หมอน, เส้นผม, กรอบแว่น หรือโทรศัพท์ นอกจากนี้สิวที่แก้มยังเกิดจากน้ำมัน หรือการผลัดเซลล์ผิวที่ผิดปกติได้เช่นกัน

สิวที่ปาก

สิวที่ปากจะอยู่บริเวณรอบ ๆ ริมฝีปาก เกิดจากสิ่งสกปรกได้มาก เพราะปากเป็นบริเวณที่เราใช้ทานข้าว เมื่ออาหารสัมผัสรอบ ๆ ปาก ก็อาจทำให้เกิดสิวได้หากรักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอ นอกจากนี้สิวที่ปากยังเกิดจากการแพ้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ด้วย เช่น แพ้ยาสีฟัน, แพ้ลิปสติก, แพ้น้ำยาบ้วนปาก, และการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน

สิวที่คอ

สิวที่คอ

สิวที่คอมักเกิดจากเส้นผมเป็นส่วนใหญ่ เพราะคอเป็นบริเวณที่สิ่งสกปรกจากเส้นผมและหนังศีรษะไหลมาสะสมอยู่ หากไว้ผมยาว ชอบปล่อยผม เส้นผมจะทำให้ผิวหนังอับ จนเหงื่อไคลสะสมและเกิดเป็นสิวขึ้นมา นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการแพ้ยาสระผม หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผมและหนังศีรษะอื่น ๆ ด้วย

สิวที่หลัง

บริเวณหลังก็เป็นอีกบริเวณหนึ่งที่อยู่ในแนวเส้นกึ่งกลาง จึงเกิดสิวได้ง่าย สิวที่หลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้ 

  • ความมัน
  • การผลัดเซลล์ผิวที่ผิดปกติ
  • เชื้อแบคทีเรีย
  • การอักเสบของผิวหนัง
  • ยีสต์หรือเชื้อราตัวเล็ก ๆ ที่เกิดจากเหงื่อไคล สิ่งสกปรก และน้ำมันบนผิวหนัง ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการอยู่อาศัยของยีสต์เหล่านี้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิว

สิวฮอร์โมน รักษาอย่างไร?

หากเป็นสิวฮอร์โมนในผู้ชาย อาจไม่สามารถรักษาที่ฮอร์โมนได้ เพราะอาจมีผลข้างเคียงด้านสุขภาพ เนื่องจากต้นเหตุของการเกิดสิวคือ ฮอร์โมนในกลุ่มแอนโดรเจน ที่มีผลต่อการแสดงออกทางเพศชาย การรักษาสิวจึงนิยมใช้ยาทาภายนอกร่วมกับยาปฏิชีวนะ หรือยา Isotretinoin เพื่อลดต้นเหตุการเกิดสิว ส่วนวิธีรักษาสิวฮอร์โมนในผู้หญิง นิยมใช้ยาคุมกำเนิดร่วมกับยาทาภายนอก เนื่องจากการมีฮอร์โมนเพศชายมากเกินไปจนทำให้เกิดสิว สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายและความมั่นใจของผู้หญิงได้

สิวเห่อเต็มหน้า ทำไงดี?

สิวเห่อเต็มหน้า ควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะสิวเห่อเต็มหน้านับเป็นสิวปานกลางหรือสิวรุนแรงที่ต้องใช้เวลาในการรักษา และอาจต้องใช้ยาทานซึ่งอาจมีผลข้างเคียงในการรักษาด้วย สามารถปรึกษากับแพทย์ผ่านแอป SkinX เองได้ แพทย์สามารถจ่ายยาให้ได้เช่นเดียวกับการไปพบแพทย์ตามปกติ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจทำให้เกิดรอยดำ รอยแดง หรือหลุมสิวหลังรักษาหาย หรือสิวอาจพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบรุนแรงมากกว่าเดิมได้

ผิวไม่แข็งแรง เป็นสิวง่าย ดูแลอย่างไร?

ผู้ที่ผิวไม่แข็งแรง ไม่ว่าจะผิวอักเสบง่าย Keratinocyte ผลัดตัวผิดปกติได้ง่าย หรือผิวมันมากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เป็นสิวได้ง่ายเมื่อผิวถูกกระตุ้นด้วยสารบางอย่าง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างระมัดระวัง โดยไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขัดผิวมากจนเกินไป และไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH สูงหรือต่ำจนเกินไป หรือหากอยากได้คำแนะนำสำหรับผิวเฉพาะบุคคล ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีป้องกันการเกิดสิวได้เช่นกัน


สรุป

สิวเป็นโรคผิวหนังที่ส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ การรักษาที่เห็นผลไวที่สุดคือการวิเคราะห์สาเหตุให้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮอร์โมน พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาความสะอาดและการเติมความชุ่มชื้นอย่างพอเหมาะ เพื่อไม่ให้ปราการผิวอ่อนแอจนสิวเห่อซ้ำซาก

 

ดูแลผิวให้ถูกจุด ปรึกษาหมอผิวหนังผ่าน SkinX แอปพลิเคชัน ช่วยให้คุณพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังกว่า 210 ท่านจากสถานพยาบาลชั้นนำได้ทุกที่ ไม่ต้องรอคิว ไม่ต้องเดินทาง ปรึกษาได้ทุกปัญหาผิวแม้แต่เรื่อง “ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์แล้วสิวขึ้น” รู้ค่าบริการก่อนเริ่ม คุมงบได้ สรุปผลทันที และมีบริการส่งยาตรงถึงบ้านพร้อมเภสัชกรคอยให้คำแนะนำ ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง iOS และ Android


อ้างอิง

 

Burgess, L. Nodular acne: Definition and treatment options. (2018, May 15). Medical news today. https://www.medicalnewstoday.com/articles/321815#takeaway

 

Neimeier, V., kupfer, J., Demmelbauer-Ebner, M., et al. Coping with acne vulgaris. Evaluation of thechronic skin disorder questionnaire in patients with acne. Dermatology. 1998;196:108-115. White GM. Recent findings in the epidemiologic evidence, classification, and subtypes of acne vulgaris. J Am Acad Dermatol. 1998;39:S34-37.

 

Iftikhar, A., Sarwar, M., HaJeez, S., Kefi, S. (July - Dec. 20). ACNE: History. Reality and Legends. WHO. https://applications.emro.who.int/imemrf/Baqai_J_Health_Sci/Baqai_J_Health_Sci_2007_10_2_25_30.pdf

 

Amita H. Sutaria, Masood, S., Haitham M. Saleh, Schlessinger, J. (2023, August 17). Acne Vulgaris. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK459173/

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด
service card mobile

เริ่มใช้งาน SkinX

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเลย!

skinx-cta