SkinX Team

17 สิงหาคม 2565

สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) ปัญหาผิวเรื้อรังที่เกิดจากแบคทีเรีย!

สิวอักเสบ ตัวทำลายความมั่นใจของใครหลายคน เพราะนอกจากจะมีอาการบวมแดงบนใบหน้าอย่างชัดเจนแล้ว แต่งหน้ากลบก็ทำได้ยาก และยังรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเผลอไปสัมผัสเข้า นอกจากนี้สิวอักเสบยังหายช้า หากเผลอไปบีบหรือรักษาไม่ถูกวิธีก็จะทิ้งรอยดำรอยแดง แผลเป็นสิว ได้ง่ายมากๆ หลังจากหายด้วย

แล้วสิวอักเสบเกิดจากอะไร? มีวิธีลดสิวอักเสบไหม? รักษาสิวอักเสบอย่างไรไม่ให้มีรอย “สิว” ทิ้งไว้? มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

สารบัญบทความ

  1. สิวอักเสบเกิดจากอะไร?
  2. ประเภทของสิวอักเสบ
  3. วิธีรักษาสิวอักเสบ ลดสิวอักเสบ มีอะไรบ้าง
  4. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิวอักเสบ
  5. สรุป

สิวอักเสบเกิดจากอะไร?

สิวอักเสบบวมแดง
สิวอักเสบ (Inflammatory Ance) เกิดจากปฎิกิริยาของผิวหนังต่อสิ่งแปลกปลอม ที่มี เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า C.acnes (ชื่อเก่า C.acness) เป็นปัจจัยที่สำคัญ โดย C.Acnes มีเอนไซม์ lipase ย่อยไขมันจนเกิดเป็นกรดไขมัน (free fatty acid) ออกมาข้างนอกบริเวณผิวหนัง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและ C.acnes ยังกระตุ้นให้มีการหลั่ง protease cytokines ที่ทำให้เกิดการอักเสบเช่นกัน โดยปกติแล้วแบคทีเรียตัวนี้มักพบในต่อมไขมัน

หากเกิดการอักเสบบนชั้นผิวหนังส่วนบน สิวจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนแดง (papule) มีขนาดเล็กไม่เกิน 0.5 มม. หรือ ตุ่มหนอง (pustule) จะมีหัวหนองสีเหลืองนวลอยู่ข้างบนตุ่ม แต่ถ้าเกิดการอักเสบที่ผิวหนังชั้นที่ลึกลงไปจะมีลักษณะเป็น ก้อนบวมแดงขนาดใหญ่ (nodule) ใต้ผิวหนัง มีอาการเจ็บปวดมากกว่า สิวตุ่มนูนแดง และ สิวหัวหนอง

นอกจากเชื้อแบคทีเรีย C.acnes ที่ทำให้เกิดสิวอักเสบบวมแดงบนใบหน้าแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วยอีกมากมายที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ ได้แก่

  • ฮอร์โมนช่วงวัยรุ่น ปริมาณฮอร์โมนที่ไม่สมดุลภายในร่างกายก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ เช่น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย (Androgens) มากขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นต่อมไขมันจะทำให้ผลิตน้ำมันมากกว่าปกติ ทำให้ในช่วงวัยรุ่นจึงมีความมันบนใบหน้ามากขึ้น ซึ่งเป็น สาเหตุการเกิดสิวอักเสบเช่นกัน
  • พันธุกรรม นอกจากฮอร์โมนแล้วพันธุกรรมก็ถือเป็นอีกสาเหตุของสิวอักเสบ หากสมาชิกในครอบครัวมีประวัติการเป็นสิว ก็ทำให้คนคนนั้นมีโอกาสเป็นสิวได้เหมือนกัน
  • การบีบสิว คนที่มีสิวอุดตัน สิวแดงขึ้นเต็มบนใบหน้า คงสร้างความรำคาญใจให้กับหลายๆคน และอดไม่ได้ที่จะใช้มือจับ ลูบ แคะ แกะ หรือ บางคนถึงขั้นบีบสิวเอง ซึ่งการกระทำที่ได้กล่าวมาทั้งหมดถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะการบีบสิวเองนั้นมีโอกาสสำเร็จเพียงแค่ 50% หากบีบไม่สำเร็จจะทำให้มีการบาดเจ็บของรูขุมขน ทำให้มีการอักเสบเกิดขึ้น จากสิวอุดตันธรรมดา ก็อาจจะกลายเป็นสิวอักเสบได้ การบีบสิวควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  • ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ การรับประทานอาหาร นอนพักผ่อนไม่เพียง ความเครียดสะสมจากการทำงาน มลพิษทางอากาศ การทำความสะอาดผิวหน้าที่ไม่ถูกวิธี หรือ การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงและรักษาสิวบางตัว
  • การใช้ยาบางชนิด ที่มีส่วนผสมของ anabolic steroids, corticosteroids, corticotropin, phenytoin, lithium, isoniazid, vitamin B6 B12, สารประกอบ halogenated และ ยาเคมีบำบัดบางชนิด

ประเภทของสิวอักเสบ

สิวอักเสบสามารถแบ่งตามความรุนแรงและขนาดของตุ่มสิวอักเสบได้ 3 ประเภท ดังนี้

ประเภทของสิวอักเสบ

สิวตุ่มแดง

สิวตุ่มแดง (Papule) เป็นสิวอักเสบที่อาจจะเกิดได้ทั้งจากการติดเชื้อแบคทีเรียผสมกับการอุดตันของรูขุมขน หรือพัฒนาจากสิวอุดตันที่ถูกรบกวนจากการสัมผัส กด บีบ แคะ หรือ แกะ ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปในรูขุมขนที่กำลังเป็นสิวอุดตัน ทำให้สิวอุดตันกลายเป็นสิวอักเสบในที่สุด

ลักษณะของสิวตุ่มแดง จะมีลักษณะเป็นสิวหัวแดง หรือสิวแดงกลมๆขนาดเล็กไม่เกิน 0.5 ซม. เมื่อสัมผัสหรือลูบที่หน้าจะรู้สึกเป็นนูนๆไตแข็งๆใต้ผิวหนัง ผิวไม่เรียบเนียน ไม่มีหัวหรือหนอง รู้สึกเจ็บเล็กน้อยเมื่อสัมผัส สิวอักเสบชนิดนี้รักษาง่ายกว่าสิวอักเสบชนิดอื่นๆ เนื่องจากเป็นการอักเสบที่ผิวชั้นบนเท่านั้น

แม้ว่าสิวตุ่มแดงจะมีความรุนแรงน้อยกว่าและรักษาได้ง่ายกว่าสิวอักเสบประเภทอื่น แต่ก็ควรรีบรักษาเพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้นานก็จะมีหัวหนองขึ้นมา และถ้ายิ่งไปกด บีบด้วยตัวเอง อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังในบริเวณที่ลึกขึ้นได้ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ควรปรึกษาแพทย์ผู้ผิวหนังโดยตรง

สิวหัวหนอง

สิวหัวหนอง (Pustule) สาเหตุการเกิดสิวหัวหนองเหมือนกับสิวตุ่มแดง คือ สิวหัวหนองเกิดจากทั้งแบคทีเรียพร้อมกับการอุดตันของรูขุมขน หรืออาจจะพัฒนามาจากสิวอุดตัน ที่ถูกรบกวนจากการสัมผัส แกะ บีบ ต่างกันเพียง สิวหัวหนองต้องเกิดการติดเชื้อไปสักระยะหนึ่ง จนหนองก่อตัวขึ้นมาที่ใต้ผิวหนัง

ลักษณะของสิวหัวหนอง มีลักษณะเป็นตุ่มสิวแดงๆตรงกลางจะมีจุดสีขาวเหลือง ซึ่งจุดสีขาวเหลือง คือหนองที่เกิดภายใต้ผิวหนังนั้นเอง เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย การรักษาไม่ได้ยากอะไรเช่นเดียวกับสิวตุ่มแดง

หนองคืออะไร มาจากไหน แล้วสิวหนองเกิดขึ้นได้ยัง? หนอง หรือ Pus เป็นของเหลวสีขาวเหลืองที่สามารถพบได้ตามสิว หรือแผลติดเชื้อ เป็นผลมาจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน น้ำหนองเหล่านี้จะประกอบไปด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตายแล้ว เนื้อเยื่อที่ตาย และแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ

ที่สำคัญหนองเต็มไปด้วยแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการอักเสบและการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นสิวหัวหนองอยู่จึงไม่ควรบีบหรือกดสิวด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบลุกลาม และเป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรงกว่าเดิม

สิวตุ่มแดงขนาดใหญ่ / สิวหัวช้าง / สิวไต

สิวตุ่มแดงขนาดใหญ่ (Nodule) หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “สิวหัวช้าง สิวเป็นไต” เป็นสิวอักเสบที่มีความรุนแรงค่อนข้างมาก สาเหตุของการเกิด สิวหัวช้าง มาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ลุกลามเข้าไปถึงชั้นผิวหนังที่ลึกขึ้น ทำให้กลายเป็นสิวหัวช้างที่มีการอักเสบรุนแรง สามารถลุกลามให้เกิดการอักเสบได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหัวสิว นั้นจึงเป็นสาเหตุที่สิวหัวช้างไม่สามารถรักษาได้ด้วยการกดสิวหรือบีบ

สิวหัวช้างมีลักษณะยังไง? สิวชนิดนี้จะมีอาการไม่เหมือนสิวชนิดอื่นๆ โดยจะขึ้นเป็นตุ่มนูนขนาดใหญ่ เวลาสังเกตหรือสัมผัสจะรู้สึกว่ามีก้อนขนาดใหญ่อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง เมื่อสัมผัสผิวหนังบริเวณที่อักเสบจะรู้สึกแข็งเป็นไต คล้าย สิวไม่มีหัว ไม่มีหนอง และเมื่อเผลอไปสัมผัสจะรู้สึกเจ็บปวดมาก สิวหัวช้างมีสีแดงชมพูหรือจะเป็นสีตามผิวปกติของแต่ละคนก็ได้

โดยปกติแล้วสิวหัวช้างมักจะขึ้นเม็ดเดียวโดดๆ แต่ถ้ามีการติดเชื้อรุนแรง เชื้อแบคทีเรียภายใต้ผิวหนังอาจจะกระจายตัวและทำให้เกิดสิวหัวช้างขึ้นในบริเวณที่ใกล้เคียงกันได้

ดังนั้นเมื่อเป็นสิวหัวช้างที่มีการอักเสบรุนแรง มีจำนวนเยอะ หรือเป็นสิวหัวช้างขนาดใหญ่มาก ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อปรึกษาและหาวิธีการรักษาให้ถูกวิธี ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้นานเพราะจะทำการรักษาได้ยาก และอาจจะทิ้งรอยไว้ แม้ว่าจะรักษาหายแล้ว สิวหัวช้างรักษาได้ยากกว่าสิวชนิดอื่น อาจจะใช้เวลารักษาเป็นเดือนๆ

Fact : “สิวชีสต์ หรือ Cysts จริงๆแล้วเป็นเพียง สิวตุ่มแดงขนาดใหญ่ (Nodule)
ที่มีการอักเสบรุนแรง ”

เมื่อก่อนสิวตุ่มแดงขนาดใหญ่บางก้อนที่มีการอักเสบรุนแรง เคยถูกเรียกว่า “ ซีสต์ (cysts) ” และคำว่า nodulecystic เคยถูกใช้ในการอธิบายเคสรุนแรงของสิวอักเสบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ซีสต์ มักไม่พบในสิว ดังนั้นคำว่า nodulecystic หรือ สิวซีสต์ ควรละทิ้งและใช้คำว่า สิวก้อนกลมรุนแรง หรือ severe nodule ance แทนมากกว่า

ที่สำคัญสิวก้อนกลมรุนแรง หรือที่ทุกคนเรียกติดปากกันว่า สิวชีสต์ไม่ควรรักษาเอง ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำปรึกษา และหาวิธีรักษาให้อย่างเหมาะสม

นอกจากสิวชีสต์แล้ว ยังมีเรื่องที่เข้าใจผิดว่า สิวติดสาร หรือ สิวสเตียรอยด์ คือสิวอักเสบแล้ว แต่จริงๆแล้วสิวติดสารหรือสิวสเตียรอยด์เป็นอาการความผิดปกติของผิว ที่ใช้ยาที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์มาเป็นเวลานาน จึงทำให้เกิดสิวเห่อขึ้นมาตามบริเวณที่ทายา

วิธีรักษาสิวอักเสบ ลดสิวอักเสบ มีอะไรบ้าง

สิว อักเสบ รักษา
สิวอักเสบ สามารถรักษาได้หลากหลายวิธี ตามอาการและความรุนแรงของการอักเสบ โดยส่วนใหญ่มักจะเน้นไปที่อาการอักเสบ เพราะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด และเป็นแผลเป็นหลังจากหาย เมื่อสามารถรักษาอาการอักเสบได้ การ รักษาสิว ก็จะง่ายตามขึ้นไปด้วย

ใช้ยาแก้สิวอักเสบ

ยาแก้สิวอักเสบ เป็นวิธีที่คนเป็นสิวส่วนใหญ่นึกถึงเป็นอันดับแรก ยาแก้สิวอักเสบส่วนใหญ่มักมีสารหรือกรดบางอย่างที่ช่วยฆ่าเชื้อสิว หรือควบคุมการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ ปัจจุบันยาแก้สิวอักเสบมีทั้งแบบยาทาและยาทาน

ยาแก้สิวอักเสบชนิดทา

  • เตรติโนอิน (Tretinoin)

Tretinoin เป็นยาทากลุ่ม กรดวิตามิน เอ หรือ เรตินอยด์ (Retinoid) เป็นยารักษาสิวที่หาซื้อได้ง่าย เป็นที่นิยม เนื่องจากสามารถลดการอุดตันและการก่อตัวของสิว และยังลดอาการอักเสบของสิวได้ด้วย มีทั้งแบบครีม และแบบเจล จากคำแนะนำของแพทย์ แนะนำให้ทาสลับ ไม่จำเป็นต้องทาทุกวันเพื่อลดการระคายเคือง เมื่อใช้เตรติโนอินควรหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง เพราะผิวกำพร้าชั้นบนมีเนื้อบางลง และควรทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกวัน

ไม่ควรใช้กับสตรีมีครรภ์หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตร ผลข้างเคียงจากการใช้ยาที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอ จะมีอาการหน้าแดง แสบ แห้ง ลอกเป็นขุย และไวต่อแสง แนะนำให้ทากันแดดทุกวัน

  • อะดาพาลีน (Adapalene)

เป็นยาในกลุ่มอนุพันธ์ ของกรดวิตามิน เอ หรือ เรตินอยด์ (Retinoid) อีกตัวหนึ่งสามารถช่วยลดอาการบวมและอาการอักเสบที่ผิวหนัง ใช้ในการรักษาสิว ลดจำนวนและความรุนแรงการอักเสบของสิวลดได้ นอกจากนี้ตัวอะดาพาลีน ยังทนทานต่อแสงแดดและสามารถใช้ร่วมกับกลุ่มยา Benzoyl peroxide โดยไม่ทำให้ออกฤทธิ์น้อยลง

  • เบนโซลอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide)

เป็นยาทาสิวที่จะช่วยฆ่าเชื้อและควบคุมจำนวนเชื้อแบคทีเรีย C.acnes ที่ทำให้เกิดสิวอักเสบได้ดี และช่วยลดการอักเสบได้ นอกจากนี้ยังสามารถลดปริมาณไขมันที่ผิวหนังได้อีกด้วย

  • กรดอะซีลาอิก (Azelaic acid)

ออกฤทธิ์เป็น bacteriostatic ลดการอักเสบของ C.acnes ได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดการสร้างเม็ดสีโดยยับยั้งเอนไซม์ ty-rosinase สามารถลดรอยดำหลังจากการเป็นสิวอักเสบ สามารถได้ใช้ในสตรีมีครรภ์

ยาแก้สิวอักเสบชนิดทาน

  • ด็อกซีไซคลีน (Doxycycline)

เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาสิว ในกลุ่ม Tetracycline ยา มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้ ครอบคลุมทั้งเชื้อแกรมบวก (gram positive bacteria) และเชื้อแกรมลบ (gram negative bacteria) ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในการรักษาสิวอักเสบ ช่วยลดความเข้มข้นของกรดไขมันอิสระ ในขณะที่กรดไขมันที่ถูก esterified จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม เรียบเนียนขึ้น

การที่กรดไขมันอิสระน้อยลงเป็นการลดจำนวน เชื้อ C.acnes และอาจจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเห็นผล Doxycycline ควรใช้อย่างระมัดระวังในคนไข้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับไต เนื่องจากยาอาจไปเพิ่มปริมาณยูรีเมีย (Uremia) ที่อยู่ในเลือด

  • เซฟาเลกซิน (Cephalexin)

ออกฤทธิ์ลดการอักเสบเพราะ Cephalexin เป็น hydrophilic (ละลายในน้ำ) และไม่ใช่ lipophilic (ละลายในไขมัน) มันจึงเข้าไปใน pilosebaceous unit (ชื่อเรียกรวมของขน รูขุมขน และต่อมไขมัน) ได้ไม่ดี

  • ไอโสเตรตินอย (Isotretinoin)

ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ที่ช่วยลดแบคทีเรีย และช่วยลดการอักเสบได้ ยานี้เป็นยาที่ได้ผลดี แต่ยาตัวนี้จะออกฤทธิ์รุนแรงและมีผลข้างเคียง จึงจะใช้แค่ในกรณีที่เป็นสิวจำนวนมาก หรือเป็นสิวอักเสบรุนแรง ผลข้างเคียงอาจทำให้ไขมันในเลือดสูง และ อาจจะมีการอักเสบของตับ

ห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ควรใช้กับสตรีมีครรภ์หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตร เพราะมีโอกาสที่จะให้ทารกในครรภ์มีความผิดปกติได้ ผู้ที่จะใช้ยานี้ต้องคุมกำเนิดอย่างเข้มงวด และ ต้องจ่ายยาโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น

  • ยาคุมกำเนิด

ยาคุมกำเนิดที่ช่วยรักษาสิวควรเลือกทานแบบฮอร์โมนรวม ที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน สำหรับคนที่ต้องการรับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิว ปรับฮอร์โมนในร่างกายควรรับประทานตอนที่มีสุขภาพแข็งแรง

ทั้งนี้ ยาทุกอย่างที่เป็นยาชนิดทาน หรือยาที่อยู่ในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอทุกชนิด เป็นยาอันตรายหากใช้ผิดวิธี ต้องปรึกษากับแพทย์และให้แพทย์เป็นผู้จ่ายยาเท่านั้น จึงจะสามารถใช้ได้

การกดสิว ทำกับสิวอักเสบได้หรือไม่

หลายคนถามว่าสิวอักเสบกดได้ไหม ? คำตอบคือ ไม่ควรกดสิวอักเสบเอง เพราะนอกจากจะทำให้เจ็บแล้ว แบคทีเรียจากหนองยังจะกระจายออกไปตามผิวหนัง ทำให้เสี่ยงเกิดสิวและติดเชื้อมากกว่าเดิมได้ ทางที่ดีควรทำให้สิวหายอักเสบก่อนด้วยการใช้ยา แล้วค่อยกดออกหากมีหัวสิวหรือมีหนองหลงเหลืออยู่

ทั้งนี้ การกดสิวรักษาได้แค่สิวตุ่มแดง สิวหัวหนอง หลังจากหยุดอักเสบ ถ้าเป็นสิวตุ่มแดงขนาดใหญ่ (สิวหัวช้าง) จะไม่สามารถกดเพื่อรักษาได้ บางครั้งกดสิวแล้วอักเสบกว่าเดิม เกิดจากการลุกลามของการอักเสบใต้ผิวหนังจากการไปรบกวนสิวนั่นเอง

การติดแผ่นดูดสิว

การแปะแผ่นดูดสิวเป็นวิธีรักษาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน สามารถช่วยรักษาสิวหนองโดยการดูดเอาหนองออกมาได้ภายในเวลาไม่นาน และยังช่วยปกป้องไม่ให้มือไปสัมผัสกับผิวโดนตรง ช่วยลดการติดเชื้อสิ่งสกปรกจากมือได้ด้วย

หลักการทำงานของแผ่นดูดสิวหรือแผ่นซับสิวนี้ คือแผ่นดังกล่าวจะดึงน้ำ ของเหลว และไขมันส่วนเกินออกมาจากสิวอักเสบ ทำให้สิวหัวหนองแห้งง่ายขึ้น เมื่อใช้ร่วมกับยาจะทำให้หายอักเสบได้ไวขึ้น ทั้งยังช่วยป้องกันการแกะสิวและการเกาได้ ลดโอกาสอักเสบเพิ่มและการเกิดแผลเป็น

ทั้งนี้แผ่นดูดสิวสามารถรักษาได้ แต่สิวอักเสบที่เกิดบริเวณผิวหนังชั้นบนเท่านั้น ถ้าการอักเสบอยู่ลึกลงไป อย่างสิวตุ่มแดงขนาดใหญ่ (nodule) แผ่นดูดสิวจะไม่สามารถรักษาได้

ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

พฤติกรรมหลายๆในชีวิตประจำวันของเรามีผลต่อความมันบนผิวหนัง ฮอร์โมน รวมถึงการสะสมของสิ่งสกปรก แบคทีเรีย และเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว ดังนั้นถ้าอยากลดสิวอักเสบก็ควรทำตามข้อปฏิบัติดังนี้

  • การล้างหน้า ทำความสะอาดผิวหน้าเป็นประจำ 2 ครั้ง ต่อวัน การล้างหน้าควรทำตามแนวรูขุมขน ไม่ควรขัดหรือล้างหน้าบ่อยเกินไปเพราะจะทำให้ผิวหน้าแห้ง เมื่อผิวหน้าแห้งต่อมไขมันก็จะผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมามากกว่าเดิม ทำให้รูขุมขนอุดตันได้ง่าย และเป็นสาเหตุการเกิดสิว
  • ใช้สบู่และแชมพูที่อ่อนโยน เพื่อป้องกันการแพ้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น เพราะมือเป็นแหล่งรวมเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรก จึงไม่ควรสัมผัสบริเวณใบหน้าหรือบริเวณที่เป็นสิว
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน น้ำหอม และพาราเบนผสมอยู่
  • ไม่ควรใช้เล็บแกะหรือเกาสิว เพราะจะทำให้สิวอักเสบและติดเชื้อหนักกว่าเดิมได้
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เพื่อควบคุมระดับฮอร์โมน
  • หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง และอาหารที่มีน้ำตาลมาก

ปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ

ต้องยอมรับว่าการรักษาสิวอักเสบเป็นเรื่องยากและใช้เวลานานนับเดือน ทางที่ดีที่สุดเมื่อรู้ตัวว่าเป็นสิวอักเสบควรรีบไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง หากปล่อยทิ้งไว้นานสิวมีโอกาสที่จะลุกลามและแพร่กระจายเป็นวงกว้าง และรักษายากกว่าตอนแรกๆที่เริ่มเป็น

ถ้าไม่มีเวลาเดินทางไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาสิว หรือไม่สะดวกจะออกจากบ้าน สามารถเลือกปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังมากกว่า 210 ท่าน ผ่านแอปพลิเคชั่น SkinX ได้ง่ายๆ เพียงโหลดแอปฯ เลือกแพทย์ ขอคำปรึกษา ชำระเงิน และรอรับยาที่แพทย์จ่ายให้โดยตรงที่บ้าน เพียงเท่านี้ก็สามารถมีผิวที่ดีขึ้นได้แล้ว เพราะผิวดี ไม่ต้องรอ!

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิวอักเสบ

ลดสิวอักเสบ

ทำไมสิวอักเสบขึ้นไม่หยุด ทำยังไงดี ?

สำหรับคนสิวอักเสบขึ้นไม่หยุดอาจจะเกิดได้ทั้งจากความมันจากผิวหนัง ต่อมไขมันผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมามากเกินความจำเป็น ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง หรือมีเชื้อแบคทีเรียมากเกินไป แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์ผิวหนังที่เช่ียวชาญเพื่อหาต้นเหตุของการเกิดสิวและหาวิธีรักษาที่ถูกต้อง

ในเบื้องต้นแนะนำให้สังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างก็สามารถทำให้สิวเห่อขึ้นได้ เช่น การเปลี่ยนโฟมล้างหน้า การเปลี่ยนแชมพู หรือพฤติกรรมการกิน ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ และที่สำคัญคือการรักษาความสะอาดอยู่เสมอ งดหรือหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าไปก่อนสักระยะ ล้างหน้าให้ถูกวิธีและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหนังหรือผลิตภัณฑ์สำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมทั้งพักผ่อนให้เพียง และอย่าลืมไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุและรักษาให้ถูกวิธี

สิวอักเสบกี่วันหาย ?

ระยะเวลารักษาสิวอักเสบขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา และความรุนแรงของอาการอักเสบ หากรักษาโดยแพทย์จะหายได้เร็วกว่าการรักษาด้วยตัวเอง ถ้าเป็นสิวอักเสบที่มีอาการรุนแรงน้อย เช่น สิวตุ่มแดง หรือสิวหัวหนอง ก็จะใช้เวลารักษาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบที่มีอาการรุนแรงอย่างสิวตุ่มแดงขนาดใหญ่ ก็จะใช้ระยะเวลาในการรักษาที่ค่อนข้างนานอาจจะกินเวลาเป็นเดือน

บีบสิวแล้วบวม สาเหตุเกิดจากอะไร ?

บีบสิว กดสิวแล้วบวมแดง เกิดจากอะไรกันแน่ ? สาเหตุที่ทำให้หลังจากการบีบสิว หรือกดสิวแล้วมีอาการบวมแดงเพราะผิวบริเวณนั้นถูกรบกวน จนทำให้เกิดการระคายเคืองและเกิดการอักเสบของผิวหนัง เมื่อผิวหนังมีการอักเสบเลือดจะไปเลี้ยงบริเวณที่มีการกดสิวมากกว่าปกติเพื่อลำเลียงเม็ดเลือดขาวมาป้องกันเชื้อโรค ทำให้มีอาการบวมแดงหลังจากกดสิวนั้นเอง

สรุป

สิวอักเสบเกิดจากการอุดตันบริเวณรูขุมขน ที่เกิดจากไขมัน เซลล์ผิวที่ตาย และเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า C.acnes ซึ่งไปกระตุ้นทำให้เกิดสิวอักเสบในที่สุด โดยแบคทีเรียชนิดนี้มักพบบริเวณต่อมไขมัน สิวอักเสบไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการกดสิว หรือบีบสิวได้ นอกจากจะทำให้อาการอักเสบของสิวแย่ลงแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงด้วย

วิธีรักษาสิวอักเสบที่ดีที่สุด ควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาให้ตรงจุด นอกจากนี้การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยลดโอกาสการเกิดรอยดำ รอยแดงจากสิวลงได้

ปัจจุบันมีตัวช่วยสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา แต่มีปัญหาสิวสามารถปรึกษาแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางผ่านสมาร์ทโฟนของคุณได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาลหรือคลินิกอีกต่อไป เพียงดาวน์โหลดแอปฯ SkinX ที่รวบรวมแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาสิวกวนใจให้กับคุณ

บทความนี้ได้รับการตรวจความถูกต้องของเนื้อหาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังแล้ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิงจาก

Goh, C., Cheng, C., Agak, G., Zaenglein, A.L., Graber, E.M., Thiboutot, D.M., & Kim, J. (n.d.). Acneiform Disorders. Fitzpatrick’s Dermatology 9 TH Edition (1391-1404). McGraw-Hill Education.

มนตรี อุดมเพทายกุล. (n.d.). Acne Vulgaris. http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20180403103621.pdf

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น ใช้งานครั้งแรกปรึกษาฟรี
Tips & Tricks
สาระน่ารู้และข่าวประชาสัมพันธ์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้ สามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า