สิวและผิวหน้า
1 ธันวาคม 2568

หลุมสิว เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจให้กับใครหลายคน เพราะจะเกิดขึ้นตามหลังการเป็นสิวที่อักเสบรุนแรง จนทำให้ผิวหน้าไม่เรียบเนียนอย่างที่ควรจะเป็น ยิ่งถ้าปล่อยไว้นานหลุมสิวอาจยิ่งเห็นชัดและรักษายากขึ้น หลายคนอาจสงสัยว่าหลุมสิวรักษายังไง หรือมีวิธีรักษาหลุมสิวแบบไหนที่ได้ผล ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาหลุมสิวหลากหลายวิธีที่จะสามารถช่วยฟื้นฟูผิว และคืนความมั่นใจให้กลับมาได้
Key Takeaways
สารบัญบทความ

หลุมสิว (Atrophic Scars) คือรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นหลังจากการอักเสบของสิว จนเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เมื่อสิวหายแล้วร่างกายไม่สามารถสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนได้เต็มที่ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นยุบตัวลงจนมองเห็นเป็นรอยบุ๋มหรือร่องลึก การเป็นหลุมสิวจึงไม่ใช่แค่ รอยสิวที่จะจางหายไปเองได้ แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเรียบเนียนของผิวอย่างถาวร หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาจะทำให้หน้าเป็นหลุมสิวชัดเจนมากขึ้น และกลายเป็นรอยหลุมสิวที่แก้ไขได้ยากในอนาคต
ลักษณะของหลุมสิว คือรอยบุ๋มหรือร่องลึกบนผิวหนังที่ทำให้ผิวดูขรุขระไม่เรียบเนียน โดยเฉพาะหลุมสิว ที่เกิดขึ้นในบริเวณบอบบางอย่างสิวที่แก้มจะยิ่งมองเห็นได้ชัดเจน อาการหน้าเป็นหลุมสิวทำให้ผิวดูไม่สม่ำเสมอและไม่กระจ่างใส เมื่อมองในระยะใกล้จะเห็นได้ว่าผิวไม่ได้เรียบเนียนเหมือนผิวปกติ แต่กลับมีลักษณะบุ๋มเป็นแอ่งหรือร่องลึก ทำให้ผิวดูคล้ายผิวส้ม หรือบางครั้งก็ทำให้หน้าเป็นรูเล็ก ๆ ซึ่งลักษณะเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหลุมสิวได้สร้างความเสียหายในชั้นผิวอย่างถาวรแล้ว
หลุมสิวเกิดจากอะไร? หลุมสิวเกิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในชั้นผิวหนังแท้ ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบของสิวที่รุนแรงและลึกถึงผิวภายใน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดหลุมสิว มีดังนี้

หลุมสิวมีกี่แบบ? รอยหลุมสิวแบ่งออกตามลักษณะการยุบตัวของผิวหนัง โดยทั่วไปแล้วหลุมสิวจะสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้
รอยหลุมสิวแบบ Ice-pick Scars จะมีลักษณะเป็นหลุมสิว Ice Pick ที่ยุบตัวเข้าไปในผิวเป็นกรวยแหลม ขอบของหลุมสิวไม่เรียบ มีฐานหลุมลึกและแคบเล็ก บางครั้งรอยหลุมอาจลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ ซึ่งเส้นผ่านศูนย์กลางหลุมสิวมีขนาดน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร หลุมสิวประเภทนี้จัดเป็นแผลเป็นหลุมสิวชนิดที่รุนแรง และเป็นหลุมสิวที่รักษาได้ยากมากที่สุด
หลุมสิวแบบ Box Scars คือรอยแผลเป็นกว้างรูปวงกลมหรือวงรี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 1.5-4 มิลลิเมตร หลุมสิวรูปแบบนี้จะมีขอบหลุมชัดเจน และฐานของหลุมสิวกว้างขนาดเท่ากันเป็นส่วนใหญ่ จะเป็นหลุมสิวที่เกิดจากการอักเสบของสิวเห่อที่รุนแรง
หลุมสิวแบบ Rolling scars จะมีลักษณะเป็นแผลตื้นกว้าง เส้นผ่านศูนย์กลางจะมากกว่า 4-5 มิลลิเมตร มีลักษณะเป็นแอ่ง ปากหลุมสิวจะค่อนข้างกว้าง ทำให้ฐานของหลุมสิวแคบกว่าปากหลุม บางครั้งเราจะสังเกตเห็นว่าใบหน้าโดยรวมจะดูขรุขระเหมือนลูกคลื่นได้ เพราะเป็นหลุมสิวชนิดตื้น
หลังจากที่ทราบกันไปแล้วว่าหน้าหลุมสิวนั้นเกิดจากสาเหตุใด เรามาดูกันต่อว่าสิวประเภทใดบ้างที่ทำให้เกิดหลุมสิวบนใบหน้า หากทำการรักษาอย่างผิดวิธี

การรักษาหลุมสิวมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับประเภทและความลึกของหลุม สิ่งสำคัญคือเลือกวิธีที่เหมาะสมเพื่อให้ผิวเรียบเนียนและลดโอกาสเกิดรอยดำแดงจากสิว แนะนำ 7 วิธีรักษาหลุมสิว มีดังนี้
เป็นการใช้พลังงานคลื่นวิทยุส่งผ่านเข็มขนาดเล็กเข้าไปในชั้นผิว เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่จากภายใน ซึ่งเป็นวิธีแก้หลุมสิวที่ช่วยเติมเต็มรอยบุ๋มให้ตื้นขึ้นและทำให้ผิวโดยรวมเรียบเนียนขึ้น โปรแกรมนี้ยังช่วยลดเลือนรอยดำแดงจากสิวที่เกิดขึ้นได้ด้วย
การรับประทานยารักษาหลุมสิว หรือวิตามินบางชนิดอาจช่วยฟื้นฟูผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แต่การใช้วิธีนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้หลุมสิวหายไปได้ ควรใช้เป็นวิธีเสริมร่วมกับการรักษาสิว และการทำหัตถการอื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
เป็นหนึ่งในวิธีรักษาหลุมสิวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเลเซอร์จะส่งพลังงานเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว หรือกำจัดผิวชั้นบนเพื่อสร้างผิวใหม่ที่เรียบเนียนกว่าเดิม ช่วยลดหลุมสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นวิธีที่ใช้ในการรักษาสิวที่หลังได้ด้วยเหมือนกัน
เป็นการใช้เครื่องมือกรอผิวหนังชั้นบนออกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างผิวใหม่ที่เรียบเนียนขึ้น เป็นอีกหนึ่ง วิธีแก้หลุมสิวที่ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น และจำเป็นต้องมีการดูแลผิวหลังการรักษาเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา
เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อเซาะและตัดพังผืดที่ดึงรั้งผิวบริเวณหลุมสิวให้บุ๋มลงไป เมื่อพังผืดถูกตัดออก ผิวก็จะถูกยกขึ้นให้เรียบเนียน เป็นวิธีรักษาหลุมสิวที่เหมาะสำหรับหลุมสิวประเภท Rolling Scars ที่เกิดจากพังผืดในชั้นผิว
เป็นการฉีดสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid ลงไปในหลุมสิว เพื่อให้ผิวดูเต็มและเรียบเนียนขึ้นทันที เป็นวิธีแก้หลุมสิวที่ทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นและไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน นอกจากจะช่วยลดหลุมสิว แล้วยังทำให้ผิวดูอิ่มฟูมากขึ้น
เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการรักษาสิวและหลุมสิว โดยเฉพาะหลุมสิวที่เกิดจากสิวสเตียรอยด์ การปรึกษาแพทย์ทางด้านผิวหนังจะช่วยให้คุณได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด เพื่อให้หลุมสิวดีขึ้นและปลอดภัย

การป้องกันการเกิดสิว การอักเสบของสิว และการเกิดหลุมสิวนั้นไม่สามารถทำได้ 100% แต่ก็มีวิธีการลดความเสี่ยงการเกิดหลุมสิวได้ และสามารถทำได้ง่ายกว่าการรักษาหลุมสิว โดยการทำตามวิธีดังต่อไปนี้
ส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาให้หาย 100% ได้ แต่มีหลุมสิวบางชนิดที่ไม่ลึกมากสามารถรักษาให้ตื้นขึ้นได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของหลุมสิว รวมถึงวิธีการรักษาที่เลือกใช้
การรักษาหลุมสิวด้วยวิธีธรรมชาติด้วยตนเอง เช่น ใช้ครีมรักษาหลุมสิว ไม่พึ่งหมออาจช่วยบำรุงผิวให้ดีขึ้นได้ แต่ไม่สามารถทำให้หลุมสิวหายไปได้ เพราะหลุมสิวคือแผลเป็นที่เกิดความเสียหายในชั้นผิวที่ลึกกว่าผิวชั้นนอก
เริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยบาทจนถึงหลักหมื่นบาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับประเภทของหลุมสิว วิธีการรักษา จำนวนครั้งที่ทำ และสถานพยาบาล หากคุณกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย สามารถปรึกษาแพทย์ในแอปพลิเคชัน SkinX เพื่อประเมินราคาและวางแผนการรักษาก่อนได้
หลุมสิวเป็นแผลเป็นที่เกิดจากสิวสามารถรักษาให้ดูตื้นขึ้นได้แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลา และวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิว ควรให้แพทย์ผิวหนังเป็นผู้แนะนำการรักษาหลุมสิว เพราะหากเลือกวิธีการรักษาไม่ถูกต้อง อาจไม่เห็นผล หรือเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงได้
สำหรับใครที่กำลังมองหาแนวทางการรักษาหลุมสิวและปัญหาผิวอื่น ๆ วันนี้คุณสามารถเข้าถึงบริการจากแพทย์ผิวหนังผ่านแอปพลิเคชัน SkinX ที่ช่วยให้สามารถปรึกษาคุณหมอได้โดย ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องรอนาน นอกจากนี้ คุณยังสามารถดูรีวิว เลือกแพทย์ที่ต้องการปรึกษา และทราบค่าบริการล่วงหน้า จึงช่วยให้คุมงบประมาณได้ รวมถึงสามารถปรึกษาเภสัชกรได้ และเมื่อปรึกษาเสร็จสิ้น คุณจะได้รับยาที่แพทย์สั่ง ส่งตรงถึงบ้านอย่างรวดเร็ว
แอปพลิเคชัน ปรึกษาปัญหาและดูแลผิวโดยแพทย์ผิวหนัง
ครบ จบ เคลียร์ใน 15 นาที
อ้างอิง
Gozali, M. V., & Zhou, B. (2015, May). Effective Treatments of Atrophic Acne Scars. PubMed. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4445894/
Pullar, J. M., Carr, A. C., & Vissers, M. C. M. (2017, August). The Roles of Vitamin C in Skin Health. PubMed. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5579659/
Sachdeva, S. (2010, September 2). Research Letter: Lactic acid peeling in superficial acne scarring in Indian skin. Wiley Online Library. https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1111/j.1473-2165.2010.00513.x
บทความที่เกี่ยวข้อง
ดูทั้งหมด