SkinX Team

29 สิงหาคม 2565

ทำความรู้จักกับสาเหตุของ สิวที่หลัง เกิดจากอะไรกันแน่

สิวที่หลัง

สิว เป็นปัญหาที่ใครคงเคยเจอกับปัญหาสิวสักครั้งหนึ่งในชีวิต สิวยังสามารถเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกที่บนร่างกายของคุณ โดยปกติแล้วมักจะเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า หน้าอก ไหล่ คอ และหลัง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะพบสิวที่บริเวณหลัง เพราะหลังเป็นจุดที่มีต่อมไขมันอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

 

ในบทความนี้จะพูดถึงสาเหตุของการเกิด สิวที่หลัง และ วิธีการรักษาสิวที่หลังอย่างถูกวิธี ทำอย่างไรถึงจะลดสิวที่บริเวณหลังโดยไม่ทิ้งรอย เพราะถ้าคุณรักษาผิดวิธีอาจจะทำให้เกิดรอยดำ รอยแดง แผลเป็นนูน หรือหลุมสิวได้ หลังจากที่สิวหายแล้ว นอกจากจะต้องรักษาสิวแล้ว ยังต้องรักษารอยสิวที่หลัง ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ยาก และอาจจะต้องใช้เงินจำนวนมากอีกด้วย 

 

สิวที่หลัง เกิดขึ้นได้อย่างไร

หลายคนคงมีคำถามว่า ทำไมหลังเป็นสิว สิวที่หลังเกิดจากอะไรกันแน่  หาคำตอบไปพร้อมกับ SkinX ได้ที่นี่ 

 

สิวที่หลัง (Back acne หรือ Bacne) เกิดจากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่แล้ว สิวที่หลังมักเกิดจากการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายและไขมัน (Sebum) ภายในรูขุมขนของผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium Acnes หรือ Cutibacterium Acnes ที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของการเกิดสิว จนทำให้เกิดการอุดตันบริเวณรูขุมขนและเกิดสิวในที่สุด

 

หากต่อมไขมันในร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป รวมถึงสิ่งสกปรกที่เกาะตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ และไม่ได้ทำความสะอาดให้ดี ก็สามารถทำให้เกิดสิวที่หลังได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง ได้ดังนี้ 

 

  • พันธุกรรม 

การที่คนภายในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ หรือคนใดคนหนึ่ง มีประวัติเคยมีสิวขึ้นหลัง หรือบริเวณหลังจนไปถึงสะโพก ก็อาจทำให้คุณมีโอกาสที่จะเป็นสิวเหมือนกับพวกเขาด้วย 


  • การเสียดสี 

การสวมเสื้อผ้าที่รัด หรือขนาดพอดีตัว รวมไปถึงอุปกรณ์กีฬา และกระเป๋าเป้ที่มีสิ่งสกปรกหรือเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่ เมื่อเกิดการเสียดสีกับผิวหนังบริเวณหลังที่มีเหงื่อและความมันอยู่ก่อนแล้ว ก็ทำให้เป็นสิวที่หลังได้ 


  • ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง เช่น ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้ที่กำลังมีประจำเดือน หรือผู้ที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น มีแนวโน้มที่สิวจะขึ้นมากกว่าปกติ เมื่อมีระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงในช่วงขณะนั้น  


  • การใช้ยาบางชนิด

ยาบางชนิด รวมถึงยา Corticosteroids สามารถทำให้เกิดสิวที่หลัง หรืออาจจะทำให้สิวมีจำนวนมากกว่าเดิม หากใช้ยาที่ได้กล่าวไปข้างต้นและต้องการรักษาสิว ควรปรึกษาแพทย์ว่าสามารถลดขนาดยาหรือเปลี่ยนตัวยาได้หรือไม่ 


  • ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และเครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์บางชนิดเป็นสาเหตุของการเกิดสิวที่หลัง เช่น แชมพูสระผม ครีมนวด ครีมอาบน้ำที่มีความรุนแรงและน้ำมันเป็นส่วนผสม อาจทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน และเกิดสิวที่หลัง


  • ความเครียด

แม้ว่าความเครียดจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดสิว แต่ยังถือว่าเป็นปัจจัยอีกปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกเครียดหรือกังวล ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่มีชื่อว่า Cortisol ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ เมื่อน้ำมันและสิ่งสกปรกผสมเข้ากันก็จะทำให้เกิดสิวที่หลังได้


  • เหงื่อและสิ่งสกปรก

เหงื่อและสิ่งสกปรกถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง เช่น เหงื่อออกบริเวณหลังเมื่ออากาศร้อน ผสมกับสิ่งสกปรกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ หรือการที่คุณออกกำลังกาย แล้วไม่ทำความสะอาดร่างกายทันที ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน จนเกิดสิวที่หลังในที่สุด 


  • สิ่งสกปรกใกล้ตัวที่อาจมองข้าม

ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกบนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง นอกจากนี้ความมันจากเส้นผมที่ไม่ได้สระ เมื่อสัมผัสกับหลังก็ก่อให้เกิดสิวได้

ชนิดของสิวที่หลัง

สิวที่หลังนอกจากจะทำให้เจ็บปวดให้แล้ว ยังทำให้ไม่มั่นใจเวลาใส่เสื้อผ้าที่ต้องโชว์แผ่นหลัง สิวที่หลังสามารถเกิดได้ทั้งชนิดเดียวทั่วทั้งหลัง หรือหลายชนิดผสมกัน ชนิดของสิวที่อาจจะเกิดบนบริเวณแผ่นหลัง มีดังนี้ 

ประเภทที่สิวที่เกิดขึ้นได้บนหลัง

สิวอุดตันหัวขาว (Whiteheads)

หรือที่เรียกกันว่า สิวอุดตัน หัวปิด (Closed Comedones) มีลักษณะเป็นสิวเม็ดเล็กๆ หัวขาว ไม่สามารถเห็นหัวสิวได้จากภายนอก แต่เมื่อสัมผัสจะรู้สึกถึงตุ่มนูน แข็งๆ บริเวณใต้ผิวหนัง เกิดจากการอุดตันของเชื้อแบคทีเรีย ต่อมไขมัน และเคราตินเกาะตัวกันภายในรูขุมขน

สิวอุดตันหัวดำ (Blackheads)

อีกชื่อคือ สิวอุดตันหัวเปิด (Open Comedone) มีลักษณะเป็น สิวหัวดำ แข็งๆ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากภายนอก ตอนแรกหัวสิวจะเป็นสีขาวเหลือง แต่เมื่อหัวสิวสัมผัสกับอากาศและสิ่งสกปรกไปสักระยะหนึ่งหัวสิวจะกลายเป็นสีดำ สิวหัวดำเกิดจากการอุดตันบริเวณชั้นผิวตื้นๆ ของเคราตินและไขมัน (Sebum)

สิวตุ่มแดง (Papule)

เป็นหนึ่งในประเภทของ สิวอักเสบ มีลักษณะเป็นสิวหัวแดง ขนาดเล็ก เมื่อสัมผัสหรือลูบบริเวณที่เกิดสิวจะรู้สึกเป็นนูนๆ ไตแข็งๆ ใต้บริเวณชั้นของผิวหนัง ไม่มีหัวหรือหนอง และรู้สึกเจ็บเพียงน้อยเมื่อสัมผัส สิวตุ่มแดงเกิดจากอุดตันของรูขุมขนและการติดเชื้อจากแบคทีเรีย นอกจากนี้การบีบ แกะ สามารถทำให้เชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกเข้าสู่ผิวหนังบริเวณที่เป็นสิวอุดตัน และทำให้สิวอุดตันกลายเป็นสิวอักเสบในที่สุด

สิวหัวหนอง (Pustule)

สิวหัวหนอง มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดงบริเวณฐาน ตรงกลางมีจุดสีขาวเหลือง หรือ หนอง เช่นเดียวกับ Papule เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย สาเหตุการเกิดสิวหัวหนองมีสาเหตุเดียวกับสิว Papule เพียงแต่สิวหัวหนองต้องเกิดการติดเชื้อไปสักระยะ จนหนองก่อตัวขึ้นมาใต้ชั้นผิวหนัง สิวหัวหนองไม่ควรบีบหรือกดด้วยตัวเอง เพราะอาจจะเกิดรอยสิวที่หลังและเกิดการอักเสบมากกว่าเดิมได้

สิวตุ่มแดงขนาดใหญ่ (Nodule)

เป็นสิวอักเสบที่มีความรุนแรงมากกว่าสองชนิดข้างบน สิวตุ่มแดงขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดใหญ่ เวลาสัมผัสจะรู้สึกเหมือนมีก้อนขนาดใหญ่ แข็งเหมือน สิวเป็นไต ไม่มีหัวหรือหนอง รู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อสัมผัส สาเหตุการเกิดของสิวตุ่มแดงขนาดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และลุกลามไปยังชั้นผิวหนังที่ลึกกว่าปกติ ทำให้มีการอักเสบที่รุนแรงกว่า Papule และ Pustule

สิวหัวช้าง (Nodulocystic ance หรือ Sever Nodular acne)

ถือเป็นสิวอักเสบที่มีความรุนแรงมากที่สุด และสามารถทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากเวลาสัมผัส ลักษณะของสิวหัวช้าง เป็นตุ่มขนาดใหญ่ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกอ่อนนุ่มเหมือนมีของเหลวอยู่ข้างใน ไม่มีหัวและหนอง บางครั้งมีสีเดียวกับสีผิว บางครั้งมีสีแดงชมพูเพราะอาการอักเสบ เกิดจากการอักเสบรุนแรงที่ชั้นผิวหนังแท้ ซึ่งเป็นสิวหนังที่อยู่ลึกลงไป รักษาได้ยากกว่าสิวชนิดอื่นๆ และอาจจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ได้

วิธีการรักษาสิวที่หลัง ให้หลังกลับมาเรียบเนียน

การใช้ยารักษาสิวที่หลัง 

 

สำหรับผู้ที่เป็นสิวที่หลัง ที่มีความรุนแรงเล็กน้อยไปจนถึงปานกลาง ส่วนใหญ่มักเลือกวิธี รักษาสิว โดยใช้ยารักษา สำหรับยารักษาสิวที่หลัง มีดังนี้ 

 

  • Benzoyl Peroxide

ยา Benzoyl Peroxide หรือที่รู้จักในชื่อว่า Benzac มีการใช้อย่างแพร่หลาย เพราะหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา ที่สำคัญคือไม่ค่อยพบผู้แพ้ยาชนิดนี้มากนัก และยังสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดจำนวนแบคทีเรียได้เหมือนกับยาปฏิชีวนะ ข้อดีของ Benzoyl Peroxide คือ ทำให้เชื้อแบคทีเรียไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ทนทานต่อฤทธิ์ของยาได้ จึงไม่เกิดอาการดื้อยาเหมือนกับยาปฏิชีวนะ

 

  • Salicylic Acid

เป็นกรดธรรมชาติมีฤทธิ์ลดการอุดตัน และสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ นอกจากนี้ Salicylic Acid ยังสามารถผลัดเซลล์ผิวได้ด้วย การผลัดเซลล์ผิวทำให้ Keratinocyte เกาะตัวกันน้อยลง ช่วยลดการเกิดสิว แต่ยาชนิดนี้ได้ผลน้อยกว่าการใช้ Retinoid และ Benzoyl Peroxide 

 

  • Sulfur

มักถูกผสมกับสารตัวอื่นที่ช่วยในการรักษาสิว Sulfur สามารถดูดซับความมันและสิ่งสกปรกได้ จึงถูกนิยมมาใช้ในการรักษาสิวอักเสบ เพราะสามารถดูดซับไขมันที่มีมากเกินไปและสิ่งสกปรกที่อุดตันภายในรูขุมขนได้

 

  • Retinoid

ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ สามารถลดการอุดตันและยับยั้งการอักเสบได้ สามารถใช้รักษาได้ ทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบ แต่ยาชนิดนี้มีผลข้างเคียง คือ ทำให้ผิวแห้ง ระคายเคืองได้ง่าย ผิวบาง ไวต่อแสง แนะนำสำหรับผู้ใช้ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ควรทาครีมกันแดดทุกวันเป็น

ประจำ หรือหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง 

 

  • Doxycycline / Erythromycin

ยาสองชนิดนี้เป็นยาปฏิชีวนะ สามารถลดปริมาณของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวบนผิวหนังได้ ไม่ควรใช้ยาในปริมาณที่มากและนานเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการดื้อยา และยาปฏิชีวนะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียดีในลำไส้ได้ด้วย 

 

  • Isotretinoin

สามารถช่วยควบคุมความมัน ลดการอักเสบของรูขุมขน และต้านเชื้อแบคทีเรีย ยาชนิดนี้นิยมใช้กับผู้ที่มีสิวอักเสบรุนแรงปานกลาง และรุนแรงมาก จากผลสำรวจประมาณ 85% ของผู้ที่ใช้ยาชนิดนี้พบว่า สิวลดลง แต่ยา Isotretinoin เป็นยาที่มีผลข้างเคียงรุนแรง การใช้ยาจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น 

 

  • ยาคุมกำเนิด

เป็นยาที่มีผลกับระดับฮอร์โมน นิยมใช้รักษาสิวในเพศหญิง มีฤทธิ์ช่วยลดปริมาณ Androgen ลดปริมาณ Free Testosterone และออกฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง  ทั้งนี้ ยาทุกชนิดสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยาเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ยาเอง 

 

  • การใช้เลเซอร์รักษาสิว และลดรอยสิวที่หลัง

วิธีการใช้เลเซอร์เพื่อรักษาสิว และรักษา รอยสิว ที่หลัง ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเหมือนกันในปัจจุบัน เพราะให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจและรวดเร็วกว่าการใช้ยา แต่มักมีราคาที่สูงกว่า เลเซอร์รักษาสิวมีหลายประเภท ดังนี้ 

 

  • เลเซอร์แสงสีแดง สีน้ำเงิน หรือแสงอินฟราเรด 

สามารถรักษาสิวได้ แต่ไม่สามารถรักษาสิวหัวขาว (Whiteheads) หรือ สิวหัวดำ (Blackheads)ได้ 

 

  • Photopneumatic therapy

เลเซอร์ประเภทนี้สามารถช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน และสามารถรักษาสิวหัวขาว (Whiteheads) และ สิวหัวดำ (Blackheads) ได้ แต่ไม่สามารถรักษาสิวหัวช้างที่มีการอักเสบรุนแรง (Nodulocystic)ได้

 

  • Photodynamic therapy

รักษาสิวด้วย Photodynamic Therapy มีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อแบคทีเรีย P.acne ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว สามารถรักษาสิวที่มีอาการรุนแรง และรอยสิวได้ แต่จะมีราคาที่ค่อนข้างแพง และมีการระคายเคืองค่อนข้างมาก

 

อุปกรณ์เลเซอร์รักษาสิวด้วยตัวเอง สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน แต่ความเข้มข้นของแสงเลเซอร์จะน้อยกว่าอุปกรณ์ที่แพทย์ใช้ และการบำบัดด้วยแสงและเลเซอร์รักษาสิวที่หลัง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะด้านผิวหนัง เพื่อเลือกประเภทของเลเซอร์ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง

คนที่มีปัญหาสิวที่หลังรุนแรง การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง อาจจะเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุด และใช้เวลารักษาน้อยที่สุด โดยเฉพาะกับคนที่ได้ลองรักษาด้วยวิธีที่แนะนำไปข้างต้น แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นที่น่าพอใจ  แนะนำ ควรปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีที่เหมาะสมกับผิวหนังของคุณมากที่สุด

 

สำหรับคนที่ไม่มั่นใจว่า ควรไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่ไหน หรือคนที่คิดว่าการไปพบแพทย์นั้นเสียเวลา ต้องลางาน เคลียร์งานล่วงหน้าทั้งวัน เพื่อไปพบแพทย์และรอคิว คุณสามารถตัดความกังวลนั้นไปได้เลยเพราะตอนนี้ สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง ผ่านแอป SkinX ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เวลาไหน ก็สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันที ไม่จำเป็นต้องลางานทั้งวันอีกต่อไป และ SkinX ยังรวบรวมแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังกว่า 210 คน จากสถานพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ มาให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาสิวที่กวนใจคุณ! 

การป้องกันสิวไม่ให้เกิดขึ้นที่หลัง

การป้องกันหลีกเหลี่ยงสิวไม่ให้ขึ้นที่หลัง

สำหรับคนที่ต้องการป้องกันไม่ให้สิวที่หลังเกิดซ้ำ หรือมีอาการรุนแรงมากกว่าเดิม สามารถทำตามวิธีต่อไปนี้ 


  • หลีกเลี่ยงยาบางชนิด 

ยาบางชนิด สามารถทำให้เกิดการระคายเคือง และยาบางชนิดยังทำให้ฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น  เช่น Androgens เป็นฮอร์โมนซึ่งอาจทำให้เกิดสิวตามมา


  • หลีกเลี่ยงการบีบ แกะ แคะ

นอกจากจะหลีกเลี่ยงการบีบ แกะ แคะ กดสิวที่หลังด้วยตัวเอง ที่ถือว่าเป็นการกระตุ้นให้สิวมีอาการรุนแรง และอักเสบมากกว่าเดิมแล้ว การเสียดสีจากเสื้อผ้าที่พอดีตัวหรือรัดเกินไป การเสียดสีจากกระเป๋าเป้ และการเสียดสีจากอุปกรณ์กีฬา ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สิวที่หลังมีอาการรุนแรงมากกว่าเดิม 


  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน 

ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ความสะอาดผิวกาย ที่ไม่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมและฉลากบนผลิตภัณฑ์ควรมีฉลากบอกว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน นอกจากสบู่ลดสิวที่หลังแล้ว แชมพูสระผม ครีมนวด และโลชั่นควรเลือกสูตรที่อ่อนโยน และไม่ก่อให้เกิดการอุดตันเช่นเดียวกัน 


  • การสวมเสื้อผ้าที่ไม่รัดจนเกินไป 

สำหรับคนที่ชอบออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง และมีเหงื่อออกเป็นจำนวนมาก แนะนำให้สวมเสื้อผ้าที่ไม่รัด เพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก และลดการเสียดสีระหว่างหลังและเสื้อผ้าลง นอกจากนี้หลังจากออกกำลังกายเสร็จ ควรอาบน้ำหรือเปลี่ยนชุดทันที เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของสิ่งสกปรก 


  • การรักษาความสะอาด

ผ้าปู ปลอกหมอน ถือเป็นแหล่งรวมฝุ่นละออง เหงื่อ และสิ่งสกปรกที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวที่หลัง ควรทำความสะอาดเป็นประจำ นอกจากนี้อุปกรณ์ออกกำลังกายที่มีทั้งเหงื่อ ฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกเกาะอยู่ ควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังจากใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรีย 



สรุป

สิวบนแผ่นหลัง

สิวที่หลัง ส่วนใหญ่มักเกิดจากสะสมของเซลล์ผิวที่ตาย ไขมันภายในรูขุมขน แบคทีเรีย และสิ่งสกปรก เมื่อเกิดการอุดตันของสิ่งเหล่านี้ภายในรูขุมขนก็ทำให้เกิดสิวที่หลังในที่สุด บริเวณหลังยังสามารถเกิดสิวได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น สิวอุดตัน สิวอักเสบ หรือสิวหัวช้าง และวิธีการรักษาสิวที่หลังที่ดีที่สุดคือ การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง เพื่อหาสาเหตุของการเกิดสิวและหาวิธีรักษาได้ตรงจุดมากที่สุด นอกจากการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สิวที่หลังสามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการและบรรเทาความรุนแรงได้จากยาทาภายนอก ยาทาน และเลเซอร์ ที่สามารถช่วยลดหลุมสิว รอยสิวที่หลังได้ 

แหล่งอ้างอิงข้อมูลบางส่วน

 

 

Higuera, V. (2020, May 15). Back Acne (‘Bacne’): Why Pimples Pop Up, and How to Prevent and Get Rid of Them. EVERYDAYHEALTH. https://www.everydayhealth.com/acne/back-acne-treatment.aspx

 

Caldwell, A.(2021, Dec 16) How to get rid of acne on the back. MEDICAL NEWS TODAY. https://www.medicalnewstoday.com/articles/318548

 

Cherney, K. (209, Feb 21). Can I Treat Acne Scars with Microneedling?. Healthline. https://www.healthline.com/health/microneedling-for-acne-scars

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น ใช้งานครั้งแรกปรึกษาฟรี
Tips & Tricks
สาระน่ารู้และข่าวประชาสัมพันธ์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้ สามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า