SkinX Team

31 สิงหาคม 2565

สิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa) สาเหตุการเกิด และ วิธีการรักษา

รักษาสิวเสี้ยนให้หายขาด

สิวเสี้ยน (Trichostasis spinulosa) ไม่ใช่ สิว แต่เป็นความผิดปกติของการสร้างเส้นขนภายในรูขุมขน ดังนั้นการรักษาสิวเสี้ยนจึงแตกต่างจากการรักษาโรคสิวโดยสิ้นเชิง แต่การรักษาสิวเสี้ยนควรทำอย่างไร? 11 วิธีรักษาสิวเสี้ยนมีอะไรบ้าง?

สิวเสี้ยน เกิดจากอะไร

ก่อนรู้สาเหตุการเกิดสิวเสี้ยน ควรรู้จักโรคผิวหนังที่เรียกว่าสิวเสี้ยนเสียก่อน

 

สิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa) คือโรคผิวหนังอย่างหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของการสร้างขน ทำให้มีขนเกิดขึ้นจำนวนมากกว่าปกติในรูขุมขนเดียว ปกติแล้ว 1 รูขุมขนจะมีขนเกิดขึ้นเพียง 1 – 4 เส้น แต่หากเป็นสิวเสี้ยน เส้นขนอาจเกิดขึ้นมากถึง 5 – 25 เส้นภายในรูขุมขนเดียว 

ทำให้เมื่อเป็นสิวเสี้ยน เส้นขนที่ขึ้นมาจำนวนมากจะมีขนาดเล็ก เกาะตัวรวมกันเอง และเกาะกับเคราติน ไขมัน รวมถึงเซลล์ผิวหนังที่ถูกผลัดออกมาจากรูขุมขน เกิดเป็นกลุ่มขนสีดำขนาดเล็กลักษณะคล้ายเสี้ยน โผล่พ้นขึ้นมาจากผิวหนังเล็กน้อย

 

แล้วสิวเสี้ยนเกิดจากอะไร? สิวเสี้ยนเกิดจากการสร้างเส้นขนที่ผิดปกติ และการอุดตันภายในรูขุมขน จนขนเหล่านั้นเกาะตัวรวมกันเป็นสิวเสี้ยน แต่สาเหตุกระตุ้นให้เกิดสิวเสี้ยนนั้น ในทางการแพทย์ยังไม่ทราบแน่ชัด

 

ทั้งนี้ คาดกันว่าสาเหตุกระตุ้นน่าจะมาจากการที่ปัจจัยภายในร่างกายบางอย่างถูกรบกวน อย่างระบบต่อมไร้ท่อ ระบบฮอร์โมน ระบบการเผาผลาญภายในร่างกาย และยังสามารถพบสิวเสี้ยนกระจายทั่วร่างกายได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายด้วย

 

นอกจากนี้ยังสันนิษฐานว่าสิวเสี้ยนอาจเกิดจากปัจจัยภายนอกได้เช่นกัน อย่างการรบกวนผิวมากๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวระคายเคือง ทำให้รูขุมขนอุดตัน หรือขัด เช็ด ถูที่ผิวในบริเวณนั้นๆ แรงเกินไปจนทำให้รากขนแตกออกจากกัน เกิดเป็นขนหลายเส้นอยู่ด้านในรูขุมขน เกาะตัวกันเป็นสิวเสี้ยนนั่นเอง

 

แพทย์บางส่วนเชื่อว่าสิวเสี้ยนเกิดจากการอุดตันของรูขุมขนได้คล้ายกับสิว แต่แทนที่จะทำให้รูขุมขนอุดตันเพียงอย่างเดียว การอุดตันจะเกาะตัวรวมกับขนที่ผิดปกติจนเกิดเป็นสิวเสี้ยนขึ้นมาได้ด้วย ดังนั้นปัจจัยการกระตุ้นให้เกิด สิวอุดตัน จึงเชื่อว่าคล้ายกันกับสิว อย่างเช่นอาการ ผิวมัน เชื้อโรคและแบคทีเรียบนผิวหนัง การผลัดตัวที่ผิดปกติของเซลล์ผิวหนัง และการอักเสบระคายเคืองของผิว เป็นต้น

บริเวณที่สิวเสี้ยนมักเกิด

บริเวณที่มักเกิดสิวเสี้ยน ได้แก่ 

 

1.สิวเสี้ยนที่หน้าผาก

 

2.สิวเสี้ยนที่คางและใต้คาง

 

3.สิวเสี้ยนที่จมูก

 

4.สิวเสี้ยนที่หลัง

 

5.สิวเสี้ยนที่หน้าอก

 

สิวเสี้ยนที่หน้าผาก คาง และจมูก จะเป็นสิวเสี้ยนเล็กน้อยที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่สิวเสี้ยนในบริเวณดังกล่าวมักถูกสับสนกับ สิวหัวดำ

สิวเสี้ยนและสิวหัวดำต่างกันอย่างไร? สิวเสี้ยนเป็นกลุ่มของเส้นขนขนาดเล็ก ในขณะที่สิวหัวดำเป็นสิวอุดตัน (Comedones) ชนิดหนึ่ง ที่สิ่งอุดตันอย่างเซลล์ผิวเก่า ไขมัน เคราติน และแบคทีเรีย ดันรูขุมขนให้เปิดกว้างจนสามารถเห็นสิ่งอุดตันได้จากภายนอก บางครั้งสิ่งอุดตันนั้นจะทำปฏิกิริยากับอากาศจนเกิดเป็นหัวสิวสีดำขึ้นมา และถูกเรียกว่าสิวหัวดำนั่นเอง

 

ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่าจะสามารถเห็นจุดแตกต่างของโรคทั้งสองอย่างได้ สิวหัวดำนั้น สิ่งอุดตันจะดูเป็นก้อนกลม หัวแบน ไม่นูนขึ้นมาจากผิวมากนัก บางครั้งเป็นสีดำ บางครั้งเป็นสีขาวครีม 

 

ส่วนสิวเสี้ยนนั้นจะเห็นเป็นเหมือนเสี้ยนแหลมสีเดียวกับขนส่วนอื่นๆบนร่างกาย หากมองใกล้ๆ จะเห็นว่าเป็นเส้นขนหลายเส้นเกาะตัวรวมกันอยู่ ตัวสิวเสี้ยนจะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวหนังมากกว่าสิวหัวดำ

 

แม้โรคทั้งสองอย่างจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่การรักษาต่างกัน ดังนั้น ควรแยกทั้งสองโรคออกจากกันเพื่อรักษาด้วยวิธีการที่เหมาะสมต่อไป

ส่วนสิวเสี้ยนที่หลังและหน้าอก จะพบในกรณีที่เป็นสิวเสี้ยนจำนวนมากกระจายทั่วร่างกาย หากพบสิวเสี้ยนจำนวนมากในบริเวณดังกล่าวควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการต่อไป

11 วิธีการรักษาสิวเสี้ยน

ก่อนการแนะนำ 11 วิธีรักษาสิวเสี้ยน ควรทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายในการรักษาสิวเสี้ยนเสียก่อน 

สิวเสี้ยนเป็นโรคผิวหนังที่ไม่จำเป็นต้องรักษา ที่เป็นเช่นนี้เพราะสิวเสี้ยนเป็นโรคที่เกิดขึ้นที่ผิวหนังตื้นๆ ไม่สามารถพัฒนาไปเป็นโรคอื่นๆ ที่ร้ายแรงขึ้นได้ ดังนั้นการรักษาสิวเสี้ยนจึงทำเพื่อความสวยงามเท่านั้น ไม่ได้มีผลเกี่ยวกับสุขภาพแต่อย่างใด

การรักษาสิวเสี้ยนจึงเน้นไปที่การกำจัดกลุ่มขนสิวเสี้ยนออก เพื่อให้จุดดำของสิวเสี้ยนบนใบหน้าหรือผิวหนังหายไป โดยวิธีรักษาสิวเสี้ยน มีดังนี้

1.ถอนออกด้วยแหนบ

วิธีรักษาสิวเสี้ยนที่ได้ผลมากคือการถอนสิวเสี้ยนออก เมื่อถอนแล้ว กลุ่มขนที่เป็นสิวเสี้ยนหายไป ผิวจะเรียบเนียนมากขึ้น สามารถใช้ได้ทั้งแหนบปลายแหลม ปลายแบน ปลายเอียง และปลายกลม แต่ที่นิยมใช้มากที่สุดคือแหนบหลายแหม เนื่องจากสามารถเข้าถึงพื้นที่เล็กๆได้ง่าย ถอนสิวเสี้ยนออกได้เกลี้ยงกว่าแหนบแบบอื่น

 

ทั้งนี้ต้องระวัง เนื่องจากปลายแหนบอาจทิ่มผิวจนเกิดแผล เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดการอักเสบตามมาได้ นอกจากนี้การถอนสิวเสี้ยนยังเป็นวิธีรักษาสิวเสี้ยนที่แก้ไขที่ปลายเหตุ การถอนไม่ได้ลดสิวเสี้ยนลงแต่อย่างใด ทางที่ดีควรถอนสิวเสี้ยนควบคู่ไปกับการรักษาสิวเสี้ยนที่ต้นเหตุด้วยวิธีอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

2.กดสิวเสี้ยนด้วยที่กดสิว

บีบสิวเสี้ยน

การกดสิวเสี้ยนด้วยที่กดสิว เป็นการนำกลุ่มขนสิวเสี้ยนออกเช่นเดียวกับการถอน การกดสิวเสี้ยนจะช่วยนำเส้นขนพร้อมกับสิ่งอุดตันออกไปพร้อมกันในคราวเดียว

 

แต่การกดสิวเสี้ยนควรใช้เครื่องมือเฉพาะอย่างที่กดสิวแบบต่างๆเท่านั้น ไม่ควรใช้มือบีบเอง เนื่องจากการใช้มือหรือเล็บบีบสิวอุดตันอาจจะทำให้ติดเชื้อ หรือเกิดแผลเป็นหลังการบีบสิวเสี้ยนได้

 

ทั้งนี้ ก่อนการกดสิวต้องแน่ใจว่าสิ่งที่จะกดออกเป็นสิวเสี้ยน ไม่ใช่สิวหัวดำที่เป็นสิวอุดตัน เนื่องจากหากเป็นสิวอุดตันจะเสี่ยงทำให้ผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดเป็นสิวอักเสบรุนแรงรักษายาก ทั้งยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้หลังการรักษาได้ หากพบว่าตนเองเป็นสิวอุดตัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาสิวต่อไป

3.ใช้แผ่นแปะหรือมาสก์ลอกสิว

การใช้แผ่นแปะลอกสิวเสี้ยน หรือมาสก์ลอกสิวเสี้ยน เป็นการถอนสิวเสี้ยนหัวดำออกเป็นบริเวณกว้างในคราวเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นสิวเสี้ยนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในบริเวณจมูก หลัง และหน้าอก

 

ในปัจจุบันแผ่นแปะและมาสก์มีขายอยู่ทั่วไปตามร้านเครื่องสำอาง สามารถใช้ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบแปะหรือทาแล้วทิ้งไว้ให้แห้งแล้วลอกออก

ทั้งนี้ต้องระวังในกรณีที่เป็นแผล ผิวลอก หรือผิวแห้ง เพราะการใช้แผ่นแปะหรือมาสก์ลอกสิวเสี้ยนออก จะทำให้ผิวระคายเคืองมากกว่าเดิมได้ แพทย์ผิวหนังจึงแนะนำว่าไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ลอกสิวเสี้ยนมากกว่า 1 ครั้งต่อเดือน

4.ลอกสิวเสี้ยนด้วยมาสก์ DIY

มาสก์ลอกสิวเสี้ยน เป็นวิธีลดสิวเสี้ยนที่สามารถทำเองได้ที่บ้านด้วยวัตถุดิบภายในครัวเรือน โดยการใช้ไข่ขาวทาบนบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยน แล้วใช้กระดาษซับมันแปะลงบนไข่ขาวที่ทาไว้ รอให้แห้งแล้วลอกออก

 

นอกจากไข่ขาวแล้วก็ยังสามารถใช้เจลาตินได้ นำเจลาตินผสมน้ำอุ่น สามารถเติมส่วนผสมอื่นๆ ได้ตามชอบ แล้วพอกลงบนจมูก เมื่อเจลาตินแห้งแล้วจึงลอกออก สิวเสี้ยนก็จะหลุดออกมาพร้อมกับเจลาติน

 

ทั้งนี้เมื่อต้องการใช้วัตถุดิบในครัวเรือนทาลงบนผิว ให้ทาในบริเวณเล็กๆก่อนเพื่อทดสอบอาการแพ้ อีกทั้งต้องระวังความเสี่ยงในการติดเชื้อด้วย ในกรณีที่เป็นแผลเปิด หรือแผลยังไม่หายดี ไม่ควรใช้ไข่ขาวหรือเจลาตินทาลงบนแผลโดยตรง เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้ออักเสบได้

หลังจากลอกสิวเสี้ยนด้วยวิธีดังกล่าวแล้ว ควรล้างทำความสะอาดผิวในบริเวณที่ลอกสิวเสี้ยนให้สะอาด ป้องกันสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคตกค้าง ที่อาจกระตุ้นให้เกิดสิวเสี้ยนมากกว่าเดิม หรือเกิดโรคผิวหนังอื่นๆตามมาได้

 

Fact : ในการลอกสิวเสี้ยนโดยใช้เจลาติน คนส่วนใหญ่มักใส่นมลงไปด้วย เนื่องจากนมสามารถทำให้ผิวนุ่มและชุ่มชื้นขึ้น แต่ก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย

5.การสครับผิว

การสครับผิว

การสครับผิว สามารถช่วยลดสิวเสี้ยนได้จากข้อดีหลายประการ ทั้งทำให้สิวเสี้ยนหลุดง่าย ช่วยในเรื่องการผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันในรูขุมขน ป้องกันไม่ให้ขนที่ขึ้นมาติดอยู่ภายในรูขุมขนจนอัดแน่น ทั้งยังช่วยให้ผิวเนียนนุ่มขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้ การสครับไม่ได้ทำให้สิวเสี้ยนหายไปทั้งหมด หรือป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนได้ 100% อีกทั้งการทำสครับบ่อยๆ ยังเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เนื่องจากการขัดผิวด้วยของแข็ง อาจทำให้ผิวระคายเคืองจนอาจเกิดการอักเสบขึ้นได้ เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวเสี้ยนและโรคผิวหนังอื่นๆ ตามมา

นอกจากนี้ การขัดเอาผิวหนังชั้นบนออกบ่อยๆยังทำให้ผิวแพ้ง่าย และไวต่อแสงมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคผิวหนังจากการกระตุ้นโดยสิ่งแวดล้อมหรือสารเคมีต่างๆได้ง่ายกว่าเดิม

6.เซรั่มหรือครีมลดสิวเสี้ยน

เซรั่มลดสิวเสี้ยน ครีมลดสิวเสี้ยน หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นเวชสำอางอื่นๆ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีส่วนผสมของกรดอ่อน เพื่อช่วยในเรื่องการผลัดเซลล์ผิว ลดต้นเหตุการเกิดสิวเสี้ยน และทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่าย ส่วนผสมดังกล่าว เช่น Azelaic Acid, Salicylic Acid, AHA, และ BHA

ทั้งนี้ การใช้กรดเหล่านี้อย่างเดียวอาจไม่ช่วยในเรื่องการกำจัดสิวเสี้ยนเท่าใดนัก อาจจะต้องใช้การถอนสิวเสี้ยนร่วมด้วยเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น หากใช้เซรั่มหรือครีมไม่เห็นผล อาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้ยาทาลดสิวเสี้ยนแทน

 

Fact : AHA (Alpha Hydroxy Acid) และ BHA (Beta Hydroxy Acid) เป็นสารสกัดที่ได้จากธรรมชาติ มีฤทธิ์เป็นกรด AHA จะช่วยเรื่องผลัดเซลล์ผิว ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน และลดรอยดำ ส่วน BHB จะช่วยเรื่องการผลัดเซลล์ผิว ลดรอยดำ รวมทั้งลดรอยแดง การอักเสบ หรือระคายเคืองด้วย

7.ยาทาลดสิวเสี้ยน

ยาทาลดสิวเสี้ยน จะเป็นผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้สำหรับทาภายนอกเพื่อรักษาโรคผิวหนัง ไม่ใช่เวชสำอาง ยาที่นิยมใช้เพื่อรักษาสิวเสี้ยนมี 2 ตัว คือ Topical Retinoid และ Benzoyl peroxide ซึ่งเป็นยาที่สามารถลดได้ทั้งสิวเสี้ยนและสิวอุตตัน

 

Topical Retinoid จะมีหลายตัว ที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่จะเป็น Adapalene ซึ่งยาทาตัวนี้จะออกฤทธิ์ช่วยลดการอุดตัน ส่วน Benzoyl peroxide จะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ต้นเหตุหนึ่งของอาการอักเสบบนผิวหนังที่ส่งผลให้เซลล์ผิวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติจนเสี่ยงเกิดการอุดตัน ต้นเหตุของสิวเสี้ยน

 

ยาทั้งสองตัวนิยมใช้ควบคู่กัน และจะใช้ร่วมกับการถอนหรือกดสิวเสี้ยนออกไปด้วย เพื่อช่วยลดสิวเสี้ยน ไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก แต่เมื่อต้องการเริ่มใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อน เพื่อให้ใช้ยาได้ถูกกับโรคผิวหนังที่เป็นอยู่

8.การใช้สารเคมีลอกผิว

การใช้สารเคมีลอกผิว (Chemical peeling) เป็นการรักษาที่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยแพทย์จะใช้กรดกัดผิวหนังในบางบริเวณ เพื่อรักษาโรคผิวหนังต่างๆ ซึ่งการใช้สารเคมีลอกผิวเป็นวิธีการรักษาสิวเสี้ยนอย่างหนึ่งเช่นกัน

การใช้สารเคมีลอกสิวเสี้ยนนี้ จะเป็นการผลัดเซลล์ผิวชั้นบนสุด และขจัดไขมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน ช่วยลดการเกิดสิวเสี้ยน และทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่ายขึ้น

 

ทั้งนี้ การรักษาสิวเสี้ยนด้วยสารเคมีลอกผิวยังไม่นิยมทำมากนักในประเทศไทย อีกทั้งยังให้ผลการรักษาในเวลาสั้นๆ หลังการรักษาจึงต้องใช้ยาทาลดสิวเสี้ยนร่วมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้สิวเสี้ยนกลับมาเกิดซ้ำอีก

9.การทำเลเซอร์กำจัดขน

เลเซอร์สิวเสี้ยน

การทำเลเซอร์ (Laser) เป็นการรักษาสิวเสี้ยนด้วยการกำจัดขน เพราะสิวเสี้ยนเกิดจากการที่รูขุมขนสร้างขนมากเกินไป การกำจัดขนไม่ให้เซลล์รากขนงอกขนขึ้นมา จึงเป็นการแก้ปัญหาสิวเสี้ยนที่ต้นเหตุ ทั้งสามารถกำจัดสิวเสี้ยน และป้องกันการเกิดรอยโรคซ้ำในระยะหนึ่งได้ด้วย

 

เลเซอร์จะทำงานโดยการเข้าไปทำลายเมลานินในเส้นขน ทำให้เส้นขนถูกกำจัดออกไปได้หมดโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง แพทย์แนะนำให้ทำเลเซอร์อย่างต่อเนื่องประมาณ 3 – 5 ครั้ง คล้ายกับการกำจัดขนทั่วไป และแต่ละครั้งจะต้องห่างกันประมาณ 4 – 6 สัปดาห์ จึงจะให้ผลการรักษาที่ดี

 

แต่การทำเลเซอร์ก็มีความเสี่ยงการเกิดผลข้างเคียงเช่นกัน ในผู้เข้ารับการรักษาบางรายอาจเกิดแผลพุพอง ผิวหนังตกสะเก็ด ผิวหนังผลิตเม็ดสีผิดปกติชั่วคราว หรืออาจเกิดรอยแผลเป็นหลังทำก็ได้ ก่อนการตัดสินใจทำเลเซอร์จึงควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อน เพื่อประเมินความเสี่ยงจากการทำเลเซอร์ ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงลง

10.การทำ IPL

IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเครื่องสร้างลำแสงความเข้มข้นสูง นิยมใช้เพื่อรักษาโรคผิวหนังหรือปรับสภาพผิว ในกรณีของสิวเสี้ยน การทำ IPL จะเป็นการกำจัดขนคล้ายกับเลเซอร์ แตกต่างกันเพียงชนิดของลำแสงที่ใช้ในการรักษา

 

การทำเลเซอร์ จะเป็นการใช้ลำแสงกำจัดขนที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า ให้พลังงานที่สูงกว่า กำจัดขนได้ไวกว่า และให้ผลข้างเคียงที่น้อยกว่าเมื่อใช้กับผู้ที่มีผิวสีเข้ม

 

แต่ในปัจจุบัน IPL ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัจจุบันหลายบริษัทผลิตเครื่อง IPL แบบพกพา ที่สามารถใช้เองได้ที่บ้าน ไม่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเหมือนอย่างการทำเลเซอร์

 

การทำ IPL ด้วยเครื่องแบบพกพานั้นค่อนข้างปลอดภัย เครื่องบางยี่ห้อผ่านการรับรองจาก FDA ของไทยแล้ว แต่ถ้าไม่แน่ใจในเรื่องผลข้างเคียง หรือต้องการรักษาสิวเสี้ยนให้หายเร็วขึ้น สามารถปรึกษากับแพทย์ผิวหนังเพื่อขอคำแนะนำได้

11.ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง SkinX

สิ่งแรกที่ควรทำหลังจากพบว่าเป็นสิวเสี้ยน หรือโรคผิวหนังใดๆก็ตาม คือควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากโรคผิวหนังหลายอย่างมีลักษณะของรอยโรคคล้ายกัน แต่เกิดจากสาเหตุต่างกัน ทำให้การรักษาแตกต่างกันไปด้วย

 

สิวเสี้ยนเองก็เหมือนกัน บางครั้งคล้ายคลึงกับสิวหัวดำมาก เมื่อต้องการรักษาควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรค และแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้เข้ารับการรักษาต่อไป

 

ปรึกษาแพทย์ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถจองคิวปรึกษาได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องรอคิวนาน ไม่ต้องเดินทาง ก็สามารถเลือกปรึกษาปัญหาผิวกับแพทย์ผิวหนังได้มากกว่า 210 ท่าน จากสถานพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศผ่านทางแอปพลิเคชัน SkinX เพราะผิวดี ไม่ต้องรอ!

 

สรุป

การรักษาสิวเสี้ยนจะเน้นไปที่การกำจัดสิวเสี้ยนโดยการถอนหรือลอกออก ร่วมกับการป้องกันไม่ให้เกิดสิวเสี้ยนซ้ำ การรักษาทั้ง 11 วิธีที่แนะนำนี้ สามารถลองทำหลายวิธีร่วมกัน หรือทำผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆได้เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมกับผิวของตนเองให้มากที่สุด

 

หากต้องการรักษาให้ตรงจุด ใช้เวลาการรักษาน้อยลง เสี่ยงแพ้หรือเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาน้อย สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ หรือเข้ารับการรักษากับแพทย์ ผ่านทางแอปพลิเคชั่น SkinX ได้ 

 

คุยกับแพทย์ผ่านแอปฯ ได้ทุกที่ ถ้าแพทย์จ่ายยาให้ สามารถรับได้ที่วัตสันสาขาที่ร่วมรายการ หรือรอรับยาที่บ้านผ่านบริการเดลิเวอรีได้เลย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

 

 

Health Jade Team. Trichostasis spinulosa. Health Jade. https://healthjade.net/trichostasis-spinulosa

 

Kositkuljorn, C. &Suchonwanit, P. (2020, October 30). Trichostasis Spinulosa: A Case Report with
        an Unusual Presentation. Pubmed. 
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7670378/

 

March, B. &Schroeder, R. (2020, February 21). The differences between IPL and laser hair removal.
        Harper’s Bazaar. 
https://www.harpersbazaar.com/uk/beauty/skincare/a30794701/ipl-vs-laser-hair-removal/

 

Oakley, A. (2014, June). Trichostasis spinulosa. DermNet NZ. https://dermnetnz.org/topics/Trichostasis-spinulosa

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น ใช้งานครั้งแรกปรึกษาฟรี
Tips & Tricks
สาระน่ารู้และข่าวประชาสัมพันธ์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้ สามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า